วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

อยุธยา-ตะลึง..พบฝ่าพระบาทพระพุทธเจ้าทะลุโลงให้คนกราบไหว้

อยุธยา-ตะลึง..พบฝ่าพระบาทพระพุทธเจ้าทะลุโลงให้คนกราบไหว้


ตะลึง..ฝ่าพระบาทพระพุทธเจ้าหลุดโผล่ออกนอกโลง ให้พระสาวกและชาวบ้านได้กราบไหว้หลังปรินิพพาน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานหนึ่งเดียวในโลก ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน

อันซีนไทยแลนด์อีกแห่ง พบพระบาทพระพุทธเจ้าโผล่ยื่นออกจากนอกโลงที่วัดกลาง หมู่ที่ 4 ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งฝาผนังภายในมณฑปเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน กลางมณฑปมีพระแท่นยกสูงบนลวดลายบัวคว่ำบัวหงาย มีบันไดเดินขึ้นได้ทั้งสี่ทิศ บนแท่นมีโลงลวดลายทองพื้นสีแดง ขนาดความกว้าง 70 ซม. ยาว 2 เมตร ส่วนตัวโลงศพมีความสูง 1 เมตร มีฐานชุกชีรองรับ ที่พิเศษคือตรงปลายโลงด้านทิศตะวันตก มีฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้ายื่นโผล่พ้นโลงทองออกมาทั้ง 2 พระบาท พระบาทแต่ละข้างกว้างประมาณ 20 ซม. ยาว 40 ซม. กลางพระบาทมีรูปตรากงจักร และลายก้นหอยสวยงาม ที่ปลายพระบาทมีพระกัสสัปปะยืนไหว้พระบาทอยู่

พระครูโสภิตวิหารคุณ หรือ พระอาจารย์ชู เจ้าอาวาส กล่าวว่า วัดกลางสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2330 ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำป่าสัก โบราณสถานสำคัญคือมณฑปหรือวิหาร ซึ่งเชื่อว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง ข้างในบนฐานสูงกลางมณฑปได้จำลองพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า แบบเป็นสามมิติเสมือนจริง และมีจิตรกรรมฝาผนังรอบฝาผนังทั้ง 4 ทิศ เป็นเรื่องราวของสาวกพระพุทธเจ้า ที่มาร่วมในถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้า

สำหรับมณฑปดังกล่าวเป็นการแสดงประติมากรรมเหตุการณ์ในพุทธประวัติหลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ปรากฏอยู่ในมหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกายมหาวรรค ว่าเมื่อจะทำการถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้นไฟไม่ยอมลุกไหม้ จนกระทั่งพระกัสสัปปะอันเป็นอัครสาวกองค์หนึ่งมาถึง จึงเข้ามาถวายบังคมปรากฏว่าฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้าได้โผล่อื่นออกมาให้พระกัสสัปปะผู้มีศรัทธาเดินทางมาได้กราบพระบรมศพที่พระบาททั้งสอง จากนั้นก็เป็นที่อัศจรรย์ ไฟก็ติดขึ้นเองไหม้พระสรีระของพระพุทธองค์จนหมด

สำหรับ มณฑปแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยงานช่างพื้นบ้านโดยมีอิทธิพลจากงานประเพณีนิยมที่ผสมผสานกับอิทธิพลจากตะวันตกด้วย โดยรูปแบบของซุ้มประตูแบบวงโค้ง เป็นแบบที่เริ่มนิยมในมัยรัชกาลที่ 3 แต่ปรากฎรูปแบบที่แพร่หลายมากขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4-5 เป็นอย่างช้า

อย่างไรก็ดี การสร้างมณฑปที่พบในภาคกลางทั่วไปมักมีคติเพื่อจำลองมณฑปพระพุทธบาทสระบุรี และด้วยวัดกลางตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักอันเป็นเส้นทางสัญจรไปยังพระพุทธบาทสระบุรีมาแต่โบราณ จึงค่อนข้างแน่นอนว่าเป็นการจำลองคตินิยมจากมณฑปพระพุทธบาทสระบุรีด้วย ซึ่งรูปแบบดังกล่าวอาจทำให้สามารถกำหนดอายุของมณฑปวัดกลางให้อยู่ในสมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงไม่เกินรัชกาลที่ 4 ขึ้นไป ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานทำการอนุรักษ์เก็บร่องรอยประวัติศาสร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

สำหรับวัดกลางเป็นวัดที่ติดแม่น้ำป่าสักล่าสุดในปี 53 ถูกน้ำท่วมนานนับเดือน และท่วมพื้นที่วัดทั้งหมด ทั้งรอบพระอุโบสถ และมณฑปถูกท่วมทั้งหมด แต่โชคดีที่ตั้งจำลองพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้านั้นอยู่สูงบนแท่น จึงไม่ถูกน้ำท่วม แต่ในพื้นมณฑปถูกน้ำท่วมสูง 1 เมตรเศษทั้งหมด ภาพจิตกรรมฝาผนังที่อยู่สูงไม่เกิน 1 เมตรถูกน้ำท่วม ส่วนที่สูงกว่าดูดความชื้นขึ้นไปเสียหายไปด้วยเช่นกัน แจ้งไปยังกรมศิลปากรแล้วเช่นกัน เพราะวัดนี้เป็นวัดที่ห่างไกลไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม ถึงจะมีความแปลกในสถาปัตยกรรมและเป็นสิ่งที่แปลกไม่มีใครเหมือนและไม่เคยเห็นที่ไหนก่อน แต่ญาติโยมที่เข้ามาทำบุญกราบไหว้จะเป็นเพียงคนในชุมชนเท่านั้น คนภายนอกไม่ทราบ ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมทำการประชาสัมพันธ์เชิญชวนคนมากราบไหว้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี และเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา เมื่อหลายปีก่อนมีโจรเข้ามาขุดตรงโลงทองไปแล้ว พบว่าในโลงทองไม่มีอะไรนอกจากปูนตัน เท่านั้น ไม่ได้มีการบรรจุพระเครื่องหรือทรัพย์สินใด ๆ ไว้ในโลงทองแต่อย่างใดคนร้ายไม่ต้องหวังอะไรในโลง ” พระครูโสภิตวิหารคุณ เจ้าอาวาสกล่าว

yengo หรือ buzzcity

ไม่มีความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น