วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตื่นดูเด็กแฝดไร้หัว

ตื่นดูเด็กแฝดไร้หัว


เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ชาวบ้านใน ต.ควนพัง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรม ราช พากันแตกตื่นแห่ไปดูศพเด็กทารกแรกเกิดมีสภาพแปลกประหลาด

คือไม่มีศีรษะ ไม่มีแขน ญาตินำมาใส่ในตู้กระจกเลี้ยงปลา ทราบว่าอยู่ที่บ้านเลขที่ 132 หมู่ 5 ต.ควนพัง จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบศพทารกเพศหญิงอยู่ในลักษณะท่านั่ง ไม่มีศีรษะ ไม่มีแขน มีเฉพาะลำตัวและขา 2 ข้าง น้ำหนัก 1.2 กิโลกรัม นอกจากนี้เท้าทั้ง 2 ข้างมีนิ้วเพียงข้างละ 3 นิ้ว ส่วนด้านบนสุดของลำตัวมีเนื้อยื่นออกมาเล็กน้อยและมีเส้นผมงอกออกมาจำนวนหนึ่ง และในตู้เลี้ยงปลาที่ใช้บรรจุศพทารก มีขวดนม ผ้าอ้อม และอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงเด็กทารกอยู่ภายใน มีชาวบ้านทราบข่าวเดินทางมาดูและจุดธูปเทียนบูชา ใส่เงินในตู้ ยกมือไหว้ขอโชคลาภ

นางปัญญา สังข์ศิริ อายุ 47 ปี กล่าวว่า ศพเด็กทารกดังกล่าวเป็นลูกแฝดของนายสุพัฒน์ สังข์ศิริ อายุ 32 ปี กับนางสายใจ ศรีรักษา อายุ 30 ปี

สองผัวเมียซึ่งเป็นหลานชายและหลานสะใภ้ของตนเอง ทารกดังกล่าวคลอดเมื่อเวลา 09.00 น. วันเดียวกันนี้ที่โรงพยาบาลร่อนพิบูลย์ เป็นหนึ่งในแฝดผู้หญิง โดยคนแรกคลอดออกมาปกติสมบูรณ์ทุกอย่าง น้ำหนักตัว 1.8 กิโลกรัม แต่คนที่ 2 คลอดออกมามีความแปลกประหลาด แพทย์ระบุว่าเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว

นางปัญญา กล่าวต่อว่า นางสายใจฝากครรภ์ไว้ที่ร.พ.ร่อนพิบูลย์ และได้ไปพบแพทย์อย่างต่อเนื่องระหว่างตั้งครรภ์

ตรวจอัลตราซาวด์ถึง 5 ครั้ง ไม่พบอะไรผิดปกติ กระทั่งเช้าวันนี้นางสายใจเจ็บครรภ์ จึงส่งไปทำคลอดที่ร.พ.ร่อนพิ บูลย์ แต่หลังจากคลอดเด็กคนแรกแพทย์พบว่ายังมีก้อนแข็งๆ อยู่ในท้องอีก แพทย์จึงให้นางสายใจเบ่งอีกครั้งปรากฏว่าเด็กที่คลอดออกมาไม่มีศีรษะและแขน เสียชีวิตแล้ว ทางญาติจึงนำศพมาบำเพ็ญกุศล 5 คืน หากศพไม่เน่าก็จะเก็บไว้ แต่หากเน่าก็จะนำไปฝังต่อไป

ด้านน.พ.นพพร ชื่นกลิ่น นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในทางวิชาการนั้นลักษณะเช่นนี้ถือว่าเป็นลักษณะของแฝดไม่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตามลักษณะเช่นนี้ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นแฝดที่มาจากไข่ใบเดียวกัน หรือไข่คนละใบ เนื่องจากไม่สามารถดูใบหน้าได้ โดยรวมคือความไม่สมบูรณ์ของการเจริญในครรภ์นั่นเอง ดังนั้น จะเห็นได้ว่าบ่อยครั้งที่เมื่อคลอดแฝดออกมา แฝดจะตัวเล็กกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว ลักษณะแบบนี้เป็นเรื่องที่แปลกแต่ไม่ใช่พิสดาร เป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ และถ้าเด็กไม่มีช่องหายใจจึงไม่สามารถอยู่ได้ แต่ที่มีสัญญาณชีพในครรภ์นั้นเกิดจากการดำรงอยู่ของมารดาผ่านทางสายสะดือ ทั้งอาหารและออกซิเจน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

พิลึก!วัดจ.กาฬสินธุ์เลี้ยงต่อหัวเสือเป็นยามกันขโมย

พิลึก!วัดจ.กาฬสินธุ์เลี้ยงต่อหัวเสือเป็นยามกันขโมย


เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าที่วัดวังคำ บ้านนาวี หมู่ 15 ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ พระภิกษุสงฆ์ ลูกศิษย์

และชาวบ้านได้เลี้ยงต่อหัวเสือไว้หลายรัง เพื่อทำหน้าที่คอยเป็นยามเฝ้าและป้องกันบรรดาหัวขโมยที่เข้ามาขโมยของมีค่า โดยเฉพาะพระเก่าและเงินบริจาคภายในวัด ดังนั้นจึงได้เดินทางไปสำรวจพบว่า วัดดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับแนวเทือกเขาภูพาน ซึ่งอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากชุมชน โดยมีพระภิกษุและสามเณรจำพรรษาอยู่ประมาณ 10 รูป สำรวจบริเวณภายในวัดพบรังของต่อหัวเสืออาศัยอยู่ตามกุฏิ ชายคาศาลาการเปรียญ และโบสถ์ จำนวนมาก ประมาณ 20 รัง โดยแต่ละรังมีตัวของต่อหัวเสืออาศัยอยู่เต็มรัง และต่างบินไปมาบริเวณรอบของรัง

สอบถามนายเอื้อน ปั้นศรี อายุ 67 ปี มัคทายกวัดของวังคำ เล่าว่า วัดวังคำได้เริ่มก่อสร้างมาหลายสิบปีแล้วถือเป็นวัดเก่าแก่ประจำอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์

ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลชุมชน และอยู่ใกล้กับเชิงเขาภูพาน ภายในวัดมีวัตถุโบราณ เช่น พระพุทธรูป พระเครื่อง และเงินบริจาค รวมถึงของมีค่าต่างๆที่ได้มาจากประเทศลาว และอยู่ในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่หมายตาของมารศาสนาและกลุ่มมิจฉาชีพที่จ้องจะมาลักลอบขโมยเอาไปขาย ทั้งนี้ที่ผ่านมาเคยมีโจรเข้ามาขโมยของมีค่า และเงินบริจาคภายในวัดไปแล้วหลายครั้ง แม้จะหาวิธีป้องกันแล้วหลายวิธี แต่ก็ไม่สามารถป้องกันหรือจับขโมยได้

นายเอื้อน กล่าวอีกว่า ทางวัด คณะกรรมการวัด และชาวบ้านจึงได้หาทางป้องกัน โดยการนำต่อหัวเสือมาปล่อยเลี้ยงไว้ภายในบริเวณวัด

เพื่อป้องกันกลุ่มโจรที่จะเข้ามาขโมยของมีค่า ซึ่งที่ผ่านมามีต่อหัวเสืออยู่เพียงไม่กี่รัง ต่อมาชาวบ้านรวมทั้งผู้ที่เข้ามาทำบุญได้นำต่อหัวเสือมาปล่อยเลี้ยงไว้เพิ่มขึ้น จนปัจจุบันมีต่อหัวเสืออาศัยอยู่ในวัดแห่งนี้แล้วไม่ต่ำกว่า 20 รัง และแต่ละรังล้วนมีตัวของต่อหัวเสืออาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งนี้ก่อนที่ชาวบ้านจะนำต่อหัวเสือมาปล่อย อันดับแรกจะเลือกรังต่อที่กำลังสร้างใหม่ๆขนาดพอเหมาะ และนำสำลีไปอุดทางเข้าของรัง เพื่อไม่ให้ตัวต่อบินออกมาได้โดยจะต้องทำในเวลากลางคืน ไม่เช่นนั้นจะถูกต่อต่อยได้ จากนั้นนำมาแขวนไว้ที่กุฏิ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ หรือสถานที่ต้องการให้ต่อหัวเสือเฝ้า แล้วเอาสำลีออก ซึ่งต่อหัวเสือก็จะอาศัยอยู่และสร้างรังของตัวเองให้ใหญ่ขึ้นอยู่นั้นต่อไป อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าแปลกใจ และมหัศจรรย์อย่างมาก เพราะต่อหัวเสือทั้งหมดทุกรังไม่ทำอันตรายกับชาวบ้านหรือผู้ที่เข้ามาทำบุญภายในวัด ยกเว้นผู้ที่เข้ามาขโมยของหรือผู้ที่เข้ามาโดยไม่หวัดดี และสร้างความเสื่อมเสียให้กับวัด ซึ่งจะถูกต่อหัวเสือรุมต่อยได้รับบาดเจ็บไปตามๆกัน จึงทำให้พุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาทำบุญภายในวัดและเข้ามาดูต่อหัวเสือจำนวนมาก

ด้านพระครูจรัญ ขันติปาโร เจ้าอาวาสวัดวังคำ กล่าวว่า เดิมที่มีโยมคนหนึ่งเข้ามาทำบุญเพื่อสืบชะตา

โดยมีความเชื่อว่าถ้านำต่อหัวเสือมาถวายวัด จะเป็นการต่ออายุให้ยืนยาวและหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ ดังนั้นจึงได้นำต่อหัวเสือมาถวายและปล่อยไว้ในวัด 1 รัง จากนั้นไม่นานก็มีชาวบ้านต่างพากันนำต่อหัวเสือมาเลี้ยงในเขตวัดมากขึ้น ปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณ 20 รัง ซึ่งทางวัดเห็นว่าต่อหัวเสือทำหน้าที่คอยเป็นยามช่วยปกป้องสิ่งของในวัดไม่ให้ถูกขโมยไป จึงได้ปล่อยเลี้ยงต่อหัวเสือไว้ โดยให้ทำรังตามกุฏิ ชายคาศาลา และสถานที่เก็บรักษาของมีค่าต่างๆ ทั้งนี้นอกจากต่อหัวเสือจะทำหน้าที่เป็นรปภ.รักษาของมีค่าแล้ว วัดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่อนุรักษ์พันธุ์ต่อหัวเสืออีกด้วย
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เมืองในไต้หวันรับซื้อขี้หมากิโลกรัมละ100บาท

เมืองในไต้หวันรับซื้อขี้หมากิโลกรัมละ100บาท


นครไทชุงของไต้หวัน ซึ่งมีประชากร 1 ล้านคน เริ่มโครงการให้รางวัลแก่ผู้ที่ช่วยทางการเก็บกวาดมูลสุนัข จากบาทวิถีและสวนสาธารณะต่างๆ ในวันนี้ โดยผู้ที่นำมูลสุนัข 1 กิโลกรัมไปมอบให้กับสำนักงานปกป้องสภาพแวดล้อมไทชุง จะได้ค่าตอบแทนประมาณ 100 ดอลลาร์ไต้หวัน ( ราว 100 บาท) ซึ่งจะอยู่ในรูปของบัตรของขวัญ ที่จะนำไปใช้ได้ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ และทางการมีแผนแจกบัตรของขวัญรวม 1300 ใบโดยมีข้อกำหนดปลีกย่อยๆ เช่นจำนวนต่อกิโลกรัมที่จะรับจากแต่ละคนขณะเดียวกัน สำนักงานแห่งเดียวกันนี้ ได้กำหนดค่าปรับอย่างหนักระหว่าง 600-1200 ดอลลาร์ไต้หวัน(ราว 600-1200 บาท ) ต่อเจ้าของที่ปล่อยให้สุนัขไปขับถ่ายเรี่ยราดโดยไม่ตามเก็บด้วยชาวไทชุงส่วนใหญ่แสดงความพอใจต่อแผนการนี้ โดยบอกว่าจะช่วยให้บาทวิถีและสวนสาธารณะสะอาดขึ้น แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่วิตกว่า อาจมีคนเจ้าเล่ห์ใช้วิธีทำให้มูลสุนัขเปียกน้ำเพื่อเพิ่มน้ำหนักหรีออาจใช้อุจจาระตากแห้งของคนไปแอบอ้าง ทำให้ทางสำนักงานต้องจัดทำคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเพื่อสามารถแยกแยะได้โดยไม่ถูกหลอก.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

yengo หรือ buzzcity

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตะลึง!! พบตำรามายากลโบราณ อายุเกือบ 100 ปี กลเม็ดเพียบ เปลี่ยนเหล้าให้เป็นน้ำ-หุงข้าวด้วยธูป

ตะลึง!! พบตำรามายากลโบราณ อายุเกือบ 100 ปี กลเม็ดเพียบ เปลี่ยนเหล้าให้เป็นน้ำ-หุงข้าวด้วยธูป


นักมายากลอาวุโสพบตำราเล่นกลสมัย ร.6 จำนวน 12 เล่ม บันทึกการเล่นกลสมัยโบราณ ทั้งการหุงข้าวให้สุกด้วยธูปเพียงก้านเดียว และเปลี่ยนเหล้าให้เป็นน้ำ ชี้มายากลในไทยเคยรุ่งเรืองในอดีต เคยมีการก่อตั้งสมาคมนักกลหลวง ด้าน"ฟิลิป"เผยมีบันทึกระบุรัชกาลที่ 5 ทรงซ้อมเล่นกลด้วย

นายธนัท ศุภพลทองโชติ นักมายากลอาวุโส ศูนย์ฝึกการแสดง เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ว่า ได้ค้นพบตำรามายากลอายุเกือบ 100 ปี ซึ่งตีพิมพ์เอาไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2461-2492 หรือสมัยรัชกาลที่ 6 จำนวน 12 เล่ม หนาเล่มละ 20 หน้า ราคาเล่มละ 20 สตางค์ เป็นตำรามายากลที่แปลโดยนายมาไลย น.ก. แปลมาจากการเขียนของนักมายากลชาวต่างประเทศชื่อ ศ.ชิโอลา เนื้อหาระบุถึงวิธีการเล่นมายากลที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 6 และอุปกรณ์การเล่นมายากล ที่นักมายากลในยุคปัจจุบันยังนำมาแสดงกันอยู่

"หลายเรื่องเป็นมายากลที่นักมายากลจากต่างประเทศนำมาแสดงให้คนไทยในยุคนั้นดู เช่น การเสกขนมปังให้เข้าไปอยู่ในนาฬิกา การเปลี่ยนเหล้าให้กลายเป็นน้ำ หรือการเอามีดแทงตามลำตัว แต่มีหลายกลที่เชื่อกันว่า นักมายากลชาวไทยในยุคนั้นคิดขึ้นมาเองคือ การหุงข้าวให้สุกด้วยธูปเพียงก้านเดียว ตำรามายากลชุดดังกล่าวจะเป็นหลักฐานอย่างดีว่า การแสดงมายากลในประเทศไทยนั้นรุ่งเรืองมาตั้งแต่ในอดีต" นายธนัทกล่าว

นายธนัทกล่าวว่า ตนเข้าใจว่า ตำรามายากลที่ตนพบนี้ ไม่ใช่ตำรามายากลที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย แต่ยังมีฉบับที่เก่ากว่านี้ แต่ยังหาไม่เจอ หรือเป็นตำราอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่การพิมพ์จำหน่ายให้คนทั่วไปนำไปอ่าน หรือนำไปฝึกแสดงเพื่อความบันเทิง ขณะนี้ตนนำตำราดังกล่าวแสดงไว้ที่ศูนย์ฝึกการแสดงเมืองพัทยา ผู้ใดสนใจสามารถเข้าชมได้ ล่าสุดได้หารือกับนายเฉลิมสวรรค์ ไพบูลย์พันธ์ หรือ "ฟิลิป" นักมายากล ที่เป็นผู้ประสานงานชมรมสยามเมจิกส์ คลับ ว่า จะลอกเนื้อหาในตำราดังกล่าวขึ้นมาใหม่ และนำเผยแพร่ให้ผู้สนใจเข้าชมได้ในเว็บไซต์

ด้านเฉลิมสวรรค์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ค้นพบตำรามายากล ซึ่งเป็นวิธีการเล่นมายากลที่ตีพิมพ์ออกมาจำหน่ายให้คนไทยได้อ่าน ถือเป็นอีกประวัติศาสตร์มายากลของประเทศไทยอีกฉบับหนึ่ง ทั้งนี้ ตามประวัติศาสตร์การเล่นมายากลของประเทศไทยนั้น นายชาลี ประจงกิจกุล นักวิชาการมายากลอาวุโส ของวงการมายากลประเทศไทย เคยเขียนเอาไว้ว่า ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เรื่องนิทราชาคริต ซึ่งพระราชนิพนธ์ในช่วงปี พ.ศ.2420 ระบุว่า ในเมืองไทยเคยมีสมาคมกลมาก่อน ใช้ชื่อว่า ROYAL MAGICAL SOCIETY หรือ สมาคมนักกลหลวง ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2419 ประธานสมาคมคือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ต้น สกุลภาณุพันธุ์ ซี่งทรงเป็นพระอนุชาแท้ๆ ของรัชกาลที่ 5 มีนักวิทยากล หลายท่าน คือ พระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นเจริญผลพูลสวัสดิ์ พระเจ้าประดิษฐ์วรการ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ หม่อมเจ้าประวิช แม้กระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหนังสือก็ได้บันทึกไว้ว่า ทรงซ้อมเล่นกลแต่จะแสดงด้วยหรือไม่นั้น ไม่มีการบันทึกไว้

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย : หนังสือพิมพ์มติชน

yengo หรือ buzzcity

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตื่นศพห่อถุงพลาสติกลอยน้ำ ที่แท้ซากล็อตไวเลอร์

ตื่นศพห่อถุงพลาสติกลอยน้ำ ที่แท้ซากล็อตไวเลอร์


เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 26 ต.ค. เจ้าหน้าที่วิทยุ สภ.สวนพริกไทย รับแจ้งเหตุพบห่อศพคล้ายคนถูกนำมาทิ้งริมคันดินกั้นคลองประปา ม.4 ต.บ้านกระแชง อ.เมือง จ.ปทุมธานี จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ หลังจากนั้น พ.ต.ท.พันธ์ยศ เปลี่ยนลออ สวป.สภ.สวนพริกไทย นำกำลังไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุบริเวณริมคันดินกั้นน้ำของการประปานครหลวงพบถุงพลาสติกสีฟ้าห่อหุ้มและมีเชือกมัดความยาวประมาณ 1 เมตรลักษณะคล้ายหัวคน ลอยน้ำอยู่ ส่งกลิ่นเหม็นตลบฟุ้งไปทั่ว เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ได้ลุยน้ำไปลากห่อวัตถุต้องสงสัยขึ้นมา ใช้กรรไกรตัดเปิดดูกลายเป็นสุนัขพันธุ์ล็อตไวเลอร์ตัวใหญ่ตายมาแล้วหลายวันส่งกลิ่นเหม็นเน่า กระทั่งมีผู้พบเห็นคิดว่าเป็นศพคนจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

พบเต่าประหลาดใต้ท้องมีรูปคล้ายหน้าคน

พบเต่าประหลาดใต้ท้องมีรูปคล้ายหน้าคน


เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 26 ต.ค. นางละม่อม เปรมปรี อายุ 55 ปี บ้านพักอาศัยอยู่ในเขตตำบลผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้เดินออกกำลังกายตอนเช้าบริเวณถนนในหมู่บ้าน ซึ่งบริเวณนั้นเป็นคูน้ำ ปรากฏว่าขณะที่เดินอยู่ บังเอิญเท้าได้ไปเตะเอาก้อนหินสีคล้ำก้อนเล็กๆก้อนหนึ่ง พอเตะแล้วมองตามก้อนกิน พบว่าก้อนหินดิ้นได้ จึงเก็บขึ้นมาดู พบว่าเป็นลูกเต่าตัวหนึ่ง เมื่อจับหันด้านท้องดูพบว่ามีหน้าตาเหมือนหน้าคน เป็นรอยสีดำติดกับกระดอง ลูกเต่าตัวมีขนาดโตกว่าเหรียญ 10 บาท เล็กน้อย กระดองกว้างประมาณ 3 ซม. ยาวประมาณ 4 ซม. นางละม่อม จึงนำมาเลี้ยงเอาผักบุ้งให้กิน ลูกเต่าไม่ยอมกิน จึงเอาอาหารปลาดุกมาให้กิน ลูกเต่าก็กิน

นางละม่อม กล่าวว่า ก่อนที่จะพบลูกเต่า เมื่อคืนที่ผ่านมาตนฝันว่าได้ทอง พอรุ่งขึ้นเช้าก็พบลูกเต่าตัวนี้ ตนามั่นใจว่าเป็นเต่าให้โชคและจะเลี้ยงดูอย่างดีตลอดไป

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิจัยพบผู้สูงอายุใน กทม.เกินครึ่งถูกลอยแพ

วิจัยพบผู้สูงอายุใน กทม.เกินครึ่งถูกลอยแพ

ตีแผ่ข้อมูลน่าสนใจงานวิจัยพบผู้สูงอายุในกทม.มีแนวโน้มอยู่ตามลำพังเกินครึ่ง พร้อมแนะรัฐควรลดภาษี สร้างศูนย์ดูแลให้ทั่วถึงและช่วยผ่อนคลายความเครียด...

นายวรเวศม์ สุวรรณระดา อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยการเงินการคลังสำหรับการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในเขตกรุงเทพฯ และภูมิภาค สนับสนุนโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)กล่าววันนี้ (27 ต.ค.) ว่า ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มผู้สูงอายุในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีความต้องการบริการการดูแลจากภายนอกครอบครัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุระดับพึ่งพาไม่สูง แต่ต้องอยู่ตามลำพังพบถึงร้อยละ 54 ส่วนผู้สูงอายุที่มีฐานะจะจ้างผู้ดูแล หรือคนในครอบครัวคอยดูแลพบร้อยละ 41 ขณะที่ผู้สูงอายุที่มีระดับการพึ่งพาสูงและมีคนในครอบครัวดูแลพบร้อยละ 4

นายวรเวศม์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุ พบว่า ค่าใช้จ่ายรวมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 หมื่นบาทต่อคนต่อปี หากเป็นผู้สูงอายุที่มีระดับการพึ่งพาสูงและต้องจ้างคนนอกดูแลทั้งหมด จะสูงถึง 1.4 แสนบาทต่อคนต่อปี อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้บริการจากผู้ดูแลภายนอกหรือสถานบริการดูแลผู้สูงอายุนั้น ขึ้นอยู่กับรายได้และภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละครอบครัว และราคาของค่าบริการเป็นสำคัญ นอกจากนั้น ยังมีต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คือค่าเสียโอกาสของผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกในครอบครัวที่จำเป็นต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้แต่ต้องลางานเพื่อมาดูแลเป็นครั้งคราว

นายวรเวศม์ กล่าวอีก จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการประกันดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว รวมถึงการออกมาตรการลดหย่อนภาษีให้กับผู้ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ สร้างกฎกติกาที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้สูงอายุและครอบครัวที่จะใช้บริการจากสถานบริการหรือศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุ โดยจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการเพื่อกำหนดกติกาที่เป็นธรรม ขณะที่กรุงเทพฯควรสร้างศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุ ในพื้นที่ต่างๆ ให้ทั่วถึง พร้อมทั้งให้คำปรึกษากับผู้ดูแลเพื่อลดความเครียดจากการดูแลผู้สูงอายุ

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

yengo หรือ buzzcity

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สลดเด็กหญิงเงือกสิ้นชีพแล้ว หลังสุดอึดใช้ชีวิตนับ 10 ปี

สลดเด็กหญิงเงือกสิ้นชีพแล้ว หลังสุดอึดใช้ชีวิตนับ 10 ปี


"เดลี่ เมล์" รายงานเมื่อวันที่ 27 ต.ค.ว่า เด็กหญิงชิโลห์ เพ็พพิน ชาวสหรัฐ ซึ่งป่วยด้วยอาการที่เรียกกันว่า"เมอเมด ซินโดรม"ได้เสียชีวิตแล้วด้วยอายุ 10 ปี ภายหลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในรัฐเมน เป็นเวลาเกือบสัปดาห์ ด้วยอาการปอดบวม โดยเบื้องแรกมารดาของเธอคิดว่าเธอเป็นหวัดเท่านั้น ก่อนจะเสียชีวิตลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า การเสียชีวิตของเด็กหญิงเงือกรายนี้ถือว่าเป็นการใช้ชีวิตเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ โดยเมื่อถือกำเนิดแรก ๆ เด็กหญิงเงือกรายนี้ถูกคาดว่าจะมีชีวิตได้เพียงไม่กี่ชม.หรือไม่กี่วันเท่านั้น โดยเธอต้องใช้ชีวิตในสภาพไตข้างหนึ่งทำงานเพียงบางส่วน ไม่มีลำไส้ส่วนล่าง ไม่มีอวัยวะเพศ และขารวมเป็นส่วนเดียวเหมือนเงือกก่อนที่ชีวิตของเธอจะเป็นโด่งดังถูกกล่าวขานทางอินเตอร์เน็ต และรายการโทรทัศน์ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ชีวิตของเธอยังถูกนำไปตีแผ่ในรายการของพิธีกรดัง"โอปร่าห์ วินฟรีย์"ด้วย

ขณะที่รายงานระบุว่า ในบรรดาผู้ป่วยด้วยโรคเงือกนี้ บางรายสามารถผ่าตัดแยกขาได้ แต่สำหรับในรายของชิโลห์ ไม่สามารถทำได้ เพราะการผ่าตัดจะเป็นการตัดเส้นเลือดจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งของเธอ

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

yengo หรือ buzzcity

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เมืองกาญจน์ตื่น โสมรูปคน กินเป็นยาโด๊ป

เมืองกาญจน์ตื่น โสมรูปคน กินเป็นยาโด๊ป


ตื่นต้นโสมรูปร่างคล้ายคน นายก อบต.พาชาวบ้านปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ พบขึ้นกระจัดกระจายในป่า ชาวบ้านถอนไปต้มกินบอกสรรพคุณเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องเพศ ขายกันต้นละพันบาท..

เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลานี้ชาวบ้านในพื้นที่ ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แตกตื่นหลังมีข่างพบต้นไม้ซึ่งมีลักษณะคล้ายคน หรือที่ชาวบ้านในพื้นที่ เรียกกันว่า "โสมคน" เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวได้เข้าพบ นายฐนันดร อุดมสินค้า นายก อบต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค ได้รับการยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง

นายฐานันดร กล่าวว่า ขณะที่ตนพร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ อบต.ลุ่มสุ่ม ได้ไปร่วมงานปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่บริเวณป่าชุมชน หมู่ 7 ต.ลุ่มสุ่ม ได้ขุดเจอต้นไม้ลักษณะคล้ายคน มีกิ่งก้านงอกออกมาเหมือนแขนและขามนุษย์ ออกดอกสีชมพู จึงได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ที่ไปร่วมงานทราบว่าต้นไม้ที่ขุดเจอเรียกว่า "โสมคน" หรือ "ว่านคน" ซึ่งนานๆ ครั้งจะขึ้นบริเวณดังกล่าว ลักษณะเหมือนการขึ้นของดอกเห็ด มีสรรพคุณหากนำไปต้มกินหรือดองยา จะทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ที่สำคัญสรรพคุณที่ได้จากต้นไม้ดังกล่าวคือช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย

นายก อบต.ลุ่มสุ่ม กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ทราบว่ามีการขุดกันไปขายจำนวนมาก โดยมีพ่อค้าคนกลางจากต่างพื้นที่มารับซื้อไปในราคาต้นละ 800-1,000 บาท ซึ่งในเรื่องนี้ก็แล้วแต่ใครจะเชื่อแต่ส่วนตัวแล้ว หากชาวบ้านเขาเชื่อกันอย่างนั้นคงไปขัดไม่ได้เพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนอะไร

ขณะที่นักประวัติศาสตร์ในพื้นที่ผู้หนึ่ง ซึ่งไม่ขอเปิดเผยนาม เล่าว่า ในอดีตพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากทางรถไฟไม่มากนัก เมื่อคณะนายทหารญี่ปุ่นพร้อมกองทัพได้เดินทางมาในประเทศไทย ก็อาศัยทางรถไฟในการเคลื่อนพล โดยจะมีโสมคนติดมาด้วยเพื่อนำไปต้มกินหรือดองกับเหล้าให้นายทหารกินจะได้มีกำลังวังชาแข็งแรง และมีการร่ำรือกันว่าเศษเมล็ดของต้นโสมหรือเศษต้นถูกทิ้งตลอดสองข้างทางรถไฟสายนี้ ทำให้เมื่อถึงช่วงที่ต้นโสมขึ้นก็จะขึ้นมาเพราะมีเชื้ออยู่ในดินอยู่แล้ว คล้ายกับการขึ้นของเห็ดโคน แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่ไม่ทราบก็ไม่ได้สนใจว่าต้นอะไร จนกระทั่งมีชาวบ้านที่ขุดไปลองต้นกินและรู้สรรพคุณต่างพากันโจษขาน จนมีพ่อค้าคนกลางนอกพื้นที่มาว่าจ้างให้ชาวบ้านขุด และรับซื้อในราคาสูง

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

yengo หรือ buzzcity

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

โจ๋ลำปางต้มขี้ผึ้งฉีดเจ้าโลก เกิดเน่า

โจ๋ลำปางต้มขี้ผึ้งฉีดเจ้าโลก เกิดเน่า


วัยโจ๋เมืองรถม้าสุดพิเรนทร์ ต้มขี้ผึ้งฉีดเพิ่มขนาดเจ้าโลก เกิดเน่า รีบหามส่ง รพ. เผยซื้อตามร้านขายยาทั่วไป

วันนี้ ( 29 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้วันรุ่นในพื้นที่ จ.ลำปาง นิยมซื้อขี้ผึ้งชนิดหลอดมาฉีดเจ้าโลก จนบางรายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ต่อมาจากการตรวจสอบพบว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง โดยผู้ป่วยรายนี้ชื่อนายดำ (นามสมมุติ) อายุ 20 ปี เป็นนักศึกษาระดับ ปวส. อยู่ในสถาบันดังแห่งหนึ่งของลำปาง จากการสอบถามนายดำ เปิดเผยว่า ตนเองไปได้สูตรมาจากเพื่อนๆวัยรุ่นด้วยกันว่า มีวิธีที่สามารถทำให้อวัยวะเพศมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องไปทำศัลยกรรม ผ่าตัดอะไร โดยการใช้ยาขี้ผึ้งแบบหลอดที่ใช้รักษาแก้แผลพุพอง แผลติดเชื้อ หรือน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ทั่วไป ที่มีขายตามร้านขายยา นำมาต้มในน้ำร้อนทั้งหลอดจนกลายเป็นของเหลว นำเข็มฉีดยาแทงไปในหลอดแล้วสูบออกมา จากนั้นนำมาฉีดเข้าไปบริเวณผิวหนังด้านนอกของอวัยวะเพศหลายๆจุด ใช้มือคลึงให้น้ำยากระจายไปทั่ว จนกระทั่งขี้ผึ้งแข็งตัวก็จะทำให้เจ้าโลกมีขนาดเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ไม่มีเหี่ยวเฉา

หลังจากที่ได้สูตรเพิ่มขนาดเจ้าโลกที่ดูเหมือนง่ายๆ ตนเองก็ไปซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว และทำตามกรรมวิธีที่ได้ทราบมา ซึ่งใหม่ๆก็สามารถใช้งานได้ดี แต่หลังจากที่ฉีดขี้ผึ้งเข้าไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ปรากฏว่าอวัยวะเพศมีแผลขึ้นมาจุดหนึ่ง แต่ไม่ได้คิดว่าจะเกิดปัญหาอะไร จึงได้ไปซื้อยาแก้อักเสบมาทานตามปกติ แต่ปรากฏว่าแผลนั้นกลับลุกลามขึ้นมาก จนกระทั่งสองสัปดาห์ผ่านไป ตนเป็นไข้ อาการหนัก ทางผู้ปกครองจึงสอบถามและเปิดดูอวัยวะเพศ ปรากฏว่าเป็นแผลเน่า ทางผู้ปกครองจึงนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาผ่าตัดอย่างเร่งด่วน และทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันยังนอนพักอยู่ใน รพ. ซึ่งจากการรักษาของแพทย์ใช้วิธีตัดส่วนที่เน่าออกแล้วดึงหนังที่หุ้มลูก อัณฑะมาหุ้มแทน

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังร้านขายยาแห่งหนึ่งกล่าวว่า ยาชนิดดังกล่าว มีราคาประมาณหลอดละ 20 บาท ซึ่งบางครั้งพวกนักพนันชนไก่หรือพวกที่เลี้ยงสุนัขซื้อไปทาแผลให้สัตว์ที่เลี้ยงไว้ ซึ่งแผลจะหายไวมาก ไม่คิดว่าจะมีใครนำไปใช้ผิดประเภทแบบนี้.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

yengo หรือ buzzcity

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ฮือฮา! ต้นงางอกกลางลานคอนกรีต แห่ขอหวยคึก

ฮือฮา! ต้นงางอกกลางลานคอนกรีต แห่ขอหวยคึก


เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ร้านขายของชำ เลขที่ 12 หมู่ 4 บ้านตูม เขตเทศบาลตำบลบัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีชาวบ้านจำนวนมาก แห่ดูต้นงาที่เกิดขึ้นกลางลานหินหน้าร้าน หลังจากที่มีเสียงร่ำลือกันว่ามีความพิสดาร เพราะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเจริญเติบโตรวดเร็วเหมือนต้นถั่วยักษ์ ในนิทานเรื่องแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ แถมดอกยังมีกลิ่นหอมยวนใจในเวลากลางคืน จึงทำให้แต่ละวันมีผู้คนมาดูในความแปลกประหลาดกันมาก เฉลี่ยวันละ 70-100 คน

นางอภัยกร นันทะประเสริฐ อายุ 45 ปี เจ้าของร้านกล่าวว่า ต้นงาต้นดังกล่าว อายุประมาณ 3 เดือน มีลักษณะเป็นทรงพุ่ม 2 กิ่ง สูงประมาณ 150 เซนติเมตร ก่อนที่งาต้นนี้จะเกิดขึ้น ตนได้เทคอนกรีตหนาประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อปรับปรุงหน้าร้าน ไม่กี่วันต่อมาปรากฏว่ามีหน่อต้นไม้เล็กๆโผล่ออกมากลางลานหิน ทีแรกคิดจะถอนทิ้ง แต่ก็เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างมาดลใจไม่ถอนทิ้ง โดยปล่อยให้หน่อต้นไม้ดังกล่าว เจริญเติบโตเรื่อยๆจนรู้ว่าเป็นต้นงาชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นพันธุ์งาขาว ที่นำเมล็ดมาประกอบอาหารและเครื่องปรุงของหวานรับประทานได้

นางอภัยกร กล่าวอีกว่า นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากที่ต้นงาดังกล่าวสามารถเติบโตแทรกขึ้นกลางลานหินแข็ง ที่มีความหนาถึง 10 เซนติเมตรได้ นอกจากนี้บริเวณนี้ก็ไม่เคยปลูกงาขาว การที่จะมีเมล็ดงาตกหล่นแล้วเกิดเอง ก็ไม่น่าเป็นไปได้ และสิ่งที่แปลกประหลาดอีกอย่างคือ ยังเจริญเติบโตรวดเร็ว ทั้งๆที่ไม่เคยรดน้ำหรือใส่ปุ๋ยบำรุง เพราะปล่อยให้เติบโตเอง นอกจากนี้ดอกยังมีกลิ่นหอมหวนยวนใจในเวลากลางคืนอีกด้วย จึงทำให้ชาวบ้านมาดูในความแปลกประหลาดกันมาก ส่งผลให้สินค้าในร้านของตนจำหน่ายดี และมีความคึกคักตลอดวัน โดยเฉพาะใกล้วันหวยออก จะมากันมากเป็นพิเศษ เพราะหลายคนยืนยันว่ามาดูต้นงาพิสดารต้นนี้แล้วถูกหวย

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ขนุนประหลาดเหมือนศิวลึงก์

ขนุนประหลาดเหมือนศิวลึงก์


เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ทุ่งนาหมู่ที่3 ต.ดอนโพธิ์ทอง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

ชาวบ้านกว่า 10 คน เดินทางไปกราบไหว้ต้นขนุนที่ออกผลประหลาดมีลักษณะแปลกประหลาด 2 ผล โดยผลแรกมีรูปร่างคล้ายฟักทอง และอีกผลมีลักษณะคล้ายกับศิวลึงก์ หรืออวัยวะเพศชาย ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างพากันเดินทางมาดูความแปลกประหลาดและขอเลขเด็ด ซึ่งต้นขนุนดังกล่าวเป็นของนายทองดำ วงแก้ว อายุ 55 ปี ที่มาทำนาอยู่บริเวณดังกล่าวและปลูกขนุนพันธ์สำลีไว้ 1 ต้นที่กลางทุ่งนาอายุกว่า 5 ปี

นายทองดำกล่าวว่าปีนี้เป็นปีแรกที่ออกผลกว่า 10 ผลซึ่งมีอยู่ 2 ผลมีลักษณะแปลกประหลาด

ผลแรกมีรูปร่างคล้ายฟักทอง และอีกผลมีลักษณะคล้ายกับอวัยวะเพศชาย ซึ่งเมื่อเห็นจึงไปเล่าใช้ชาวบ้านฟัง ทำให้มีชาวบ้านจำนวนมากเดินทางมาพิสูจน์ พร้อมกับคล้องพวงมาลัยและจุดธูปขอเลขเด็ด ซึ่งก็ไม่ได้ห้ามปราม แต่ขอร้องอย่าให้ชาวบ้านเด็ดผลขนุนออก เพราะถือเป็นผลไม้มงคลที่มีรูปร่างแปลกอยากเก็บไว้ดู

นางบุญชู สุนทรวิภาต อายุ 63 ปี กล่าวว่าไม่เคยพบขนุนที่มีลักษณะแปลกประหลาดอย่างนี้มาก่อน ถือว่าแปลกมาก ซึ่งทราบข่าวก็เดินทางมาพร้อมเพื่อนๆ อีกกว่า 10 คน เพื่อมาดูความแปลก แต่บางคนก็มาขอเลข

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตะลึง!ตรังพบโครงกระดูกโบราณ

ตะลึง!ตรังพบโครงกระดูกโบราณ


ชาวบ้านเมืองตรังตื่นเจอโครงกระดูกมนุษย์โบราณในถ้ำเขาโหรงขณะหาขี้ค้างคาว

วันนี้ (12 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายอนุสรณ์ ชอบชูผล อายุ 34 ปี ราษฎร ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง ว่าพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ อยู่ในถ้ำเขาโหรง พื้นที่ หมู่ 12 บ้านเขาโหรง ต.น้ำผุด อ.เมือง จึงเดินทางไปตรวจสอบที่ปากถ้ำมีชาวบ้านกลุ่มใหญ่ กำลังนั่งวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับการขุดพบซากโครงกระดูกดังกล่าว โดยนายสมบูรณ์ ด้วงพูน อายุ 62 ปี เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนกับนายสหัส สงจันทร์ อายุ 45 ปี เพื่อนบ้านได้เดินทางไปหาขี้ค้างคาวภายในถ้ำดังกล่าว ซึ่งขณะอยู่ภายในโพรงถ้ำลึกประมาณ 1 เมตร จอบก็ไปกระทบเข้ากับวัตถุบางอย่าง เมื่อเปิดไฟดูต้องตะลึง เพราะเห็นกองกระดูกที่อยู่ในสภาพผุกร่อนแตกหักจำนวน 51 ชิ้น ทั้งยังพบซากเปลือกหอยจำนวนมาก จึงรีบแจ้ง ด.ต.ประกอบ ศรีรัตนโชติ เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ทราบ เบื้องต้นคาดว่าโครงกระดูกมนุษย์และเปลือกหอยที่พบเป็นของที่มีอายุหลายร้อยปี และในอดีตถ้ำดังกล่าวน่าจะเคยจมอยู่ในท้องทะเล จึงมีเศษเปลือกหอยหลงเหลืออยู่

อย่างไรก็ตามทางชาวบ้านอยากให้หน่อยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมาเคยมาชาวบ้านพบกระดูกมนุษย์มาแล้ว 3 โครง แต่เพราะความไม่รู้จึงนำไปเผาทำลาย

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

yengo หรือ buzzcity

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2558

"ช้างไถนา"ภูมิปัญญาชาวเขา โชว์หนุนท่องเที่ยว"เชียงใหม่"

"ช้างไถนา"ภูมิปัญญาชาวเขา โชว์หนุนท่องเที่ยว"เชียงใหม่"


หลายคนยังไม่เคยทราบว่า นอกจากควายแล้ว สมัยก่อนคนไทยเราก็เคยใช้ช้างไถนา

จนกระทั่งเมื่อวันก่อน นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.ชต.) อดีตนายอำเภออมก๋อย ปี 2532 และอดีตพ่อเมืองเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานสนับสนุนการท่องเที่ยว "ช้างไถนาที่บ้านแสนดอย" ถนนเลียบคลองชลประทาน ต.หนองควาย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

นายพระนาย กล่าวในวันนั้นว่า เป็นฤกษ์ดีที่ถือเอาวันดี วันที่ 8 เดือน 8 บนพื้นที่ 8 ไร่ โดยใช้ช้าง 8 เชือก และเริ่มงานเวลา 08.08 น. เป็นการจัดงานที่สนับสนุนการท่องเที่ยวที่ยกเอาแบบอย่างมาจากวิถีชาวบ้านที่บ้านนาเกียน อ.อมก๋อย เพื่อให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมชีวิตความเป็นมาของชาวบ้านในอดีต

ด้าน นางวันเพ็ญ ศักดาทร และ คุณฮาเกิน เอ.เว. เดียร์คเซิน กงสุลกิตติมศักดิ์สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของบ้านแสนดอย รีสอร์ต แอนด์ สปา และห้องอาหารแสนคำเทอเรซ เล่าถึงที่มาของกิจกรรมช้างไถนาว่า เกิดจากแนวคิดของ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ท่านเคยเป็น ผวจ.เชียงใหม่ ระหว่าง พ.ศ.2539-2541 ต้องการสนับสนุนการท่องเที่ยวในเชียงใหม่ จึงหยิบยกเอาวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงจากอมก๋อยคือช้างไถนา มาแสดงให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติชมที่หมู่บ้าน

"การใช้ช้างไถนาความจริงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงบ้านนาเกียน หมู่ 3 ต.นาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ใช้ช้างไถนามาหลายชั่วอายุคนแล้ว เพียงแต่ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เนื่องจากสภาพพื้นที่ตั้งอยู่บนยอดเขา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200-1,600 เมตร และตัวอำเภออมก๋อยอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึง 179 กิโลเมตร ด้วยความทุรกันดารของหนทาง จึงยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำนาดำแบบขั้นบันได และปลูกพืชไร่เพื่อเลี้ยงชีพ"

"และข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์อันเป็นที่ลาดเชิงเขา มีหินปะปนอยู่มาก ทำให้การไถนาด้วยควายทำงานได้น้อยและเหนื่อยง่าย ประกอบกับในวิถีชีวิตชาวบ้านราว 100 ครัวเรือน เลี้ยงช้างไว้กว่า 20 เชือก เมื่อถึงฤดูกาลทำนา จึงจับช้างที่เลี้ยงไว้มาไถนา เพราะเห็นว่าเป็นสัตว์ใหญ่ แข็งแรงกว่าวัวควาย"

นางวันเพ็ญ กล่าวสรุปที่มาให้ฟัง

ในขั้นตอนการทำนานั้นมีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงจากบ้านนาเกียนที่ผ่านประสบการณ์ใช้ช้างไถนามาร่วมสาธิต และดูแลการไถนาของช้าง 2 เชือก คือ พังขวัญจิต กับ พลายสมใจ จากปางช้างแอลลี่ ต.แม่ตะมาน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีลูกช้างคำตุลย์ กับทองพูน มาคอยให้กำลังใจและต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน

โดยช้างคำตุลย์ กับทองพูน จะถูกตกแต่งด้วยเครื่องแต่งตัวแบบเผ่ากะเหรี่ยง เช่นเดียวกับแขกที่เข้าร่วมงานเครื่องแต่งกายเผ่ากะเหรี่ยงไว้ให้ใส่ลงแปลงนา

หลังจากช้างไถนาเสร็จแล้วมีการปลูกข้าว ที่ใช้ต้นกล้า 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิสันป่าตอง, ข้าวก่ำดอยสะเก็ด, ข้าวหอมมะลิแดง และข้าวหอมนิล ล้วนเป็นพันธุ์ข้าวเก่าแก่ของท้องถิ่น และมีคุณสมบัติโดดเด่นเฉพาะตัว

โดยปกติแล้วทางบ้านแสนดอยจะมีการทำนาข้าวอินทรีย์ และจำหน่ายผลผลิตหารายได้ช่วยการกุศลทั้งโรงพยาบาล และโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารเป็นประจำทุกปี ซึ่งในปี 2551 ที่ผ่านมา นำรายได้จำนวน 500,000 บาท จากการขายข้าวถุงละ 1,000 บาท มอบให้กับ ร.พ.วัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และในปี 2552 มีเป้าหมายที่จะนำรายได้ส่วนหนึ่งไปมอบให้กับ ร.พ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

นายวันเพ็ญ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถือว่ากิจกรรมครั้งนี้มีประโยชน์รอบด้าน ไม่เพียงแค่เกิดผลผลิตข้าวคุณภาพเหมาะสมต่อผู้บริโภค และได้กุศลจากการนำรายได้บริจาคช่วยองค์กรต่างๆ เท่านั้น หากยังเป็นการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ให้คนทั่วโลกได้รู้จักช้างไทยในอีกมิติหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏแพร่หลายมาก่อน

แต่สามารถพิสูจน์และสัมผัสได้อย่างแท้จริง ณ บ้านนาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

รับมือโจรใต้ตอบโต้หลังเด็ดหัว 6 ศพ

รับมือโจรใต้ตอบโต้หลังเด็ดหัว 6 ศพ


วันนี้ (18 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก นายทหารประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร เปิดเผยว่า เหตุการณ์ยิงปะทะคนร้ายในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ที่ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 6 รายนั้น ต้องขอเรียนให้ทราบว่า ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นแต่อย่างใด การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามขั้นตอน มีการเชิญผู้ใหญ่บ้าน ญาติพี่น้อง มาเจรจาเกลี้ยกล่อมให้มอบตัว ซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนทุกประการ

“ในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งแจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสาร ที่จะทำให้แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งการปฏิบัติการในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่” นายทหารประชาสัมพันธ์ พตท. กล่าว

พ.อ.ปริญญา ยังได้กล่าวอีกว่า หลังจากเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น ทาง พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ประมาทต่อการปฏิบัติงาน รวมทั้งต้องเตรียมความพร้อมในการรับมืออย่างเต็มที่ และภารกิจหลักจะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ให้ดีที่สุด โดยสั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่เป็นหน่วยงานหลัก

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

yengo หรือ buzzcity

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ควานหาเหตุข้าวสารช่วยน้ำท่วมพัทลุง

ควานหาเหตุข้าวสารช่วยน้ำท่วมพัทลุง


วันนี้( 23 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงปัญหาข้าวสารแจกน้ำท่วมของหน่วยงานรัฐเกิดปัญหาเน่าเหม็นว่า ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบหาสาเหตุเร่งด่วนแล้ว แต่ยังยืนยันว่าข้าวสารมีคุณภาพ ส่วนที่มีปัญหาก็ต้องหาสาเหตุว่ามาจากเหตุใด

ด้าน นายเอิบ ยางสูง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่อำเภอชัยสนนำตัวอย่างข้าวสาร 3 ถุง ไปตรวจสอบไว้เป็นหลักฐาน ส่วนที่เหลือนั้นชาวบ้านในพื้นที่ได้นำไปเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้ชาวบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมไม่ได้ติดใจอะไร และทราบว่าทางกระทรวงพาณิชย์จะจัดข้าวสารชุดใหม่มาช่วยเหลือ สำหรับข้าวดังกล่าวได้รับแจกมาจากจังหวัดจำนวน 10 กระสอบ ๆ ละ 10 ถุงขนาด 5 กิโลกรัม เมื่อนำมาให้ชาวบ้านพบว่าข้าวมีสีแดงปนดำ และกลิ่นเหม็น รวมกว่า 30 ถุง ซึ่งได้เรียกเก็บคืนจากชาวบ้านมาบางส่วน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

yengo หรือ buzzcity

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เผยแฮกเกอร์เจาะระบบป่วนการประชุมโลกร้อน

เผยแฮกเกอร์เจาะระบบป่วนการประชุมโลกร้อน


นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของสหรัฐ เผยแฮกเกอร์ได้เจาะระบบคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอังกฤษ

แล้วโพสต์เอกสารหวังป่วนการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก ในเดือนหน้า

นายเควิน เทรนเบิร์ธ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์สภาพอากาศของศูนย์วิจัยบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ เผยว่า มีการเล่นการเมืองในทุกระดับ บางครั้งสกปรกน่ารังเกียจ หวังทำลายแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรืออาจถึงขั้นทำลายนักวิทยาศาสตร์ผู้เสนอแนวคิดเหล่านี้ที่ได้จากข้อเท็จจริง การตรวจวัด การสังเกตการณ์และการตีความอย่างดีที่สุด เขาตรวจพบว่า อีเมล 102 ฉบับ ลอบส่งจากเซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอังกฤษ แฮกเกอร์จงใจเผยแพร่เฉพาะเอกสารสั่นคลอนความเห็นเป็นเอกฉันท์ทางวิทยาศาสตร์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์

ด้านมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย ในอังกฤษ เผยว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนแฮกเกอร์ขโมยข้อมูลซึ่งรวบรวมมาร่วมทศวรรษจากเซิร์ฟเวอร์ในศูนย์วิจัยสภาพอากาศของมหาวิทยาลัย นำอีเมลราว 1,000 ฉบับ และเอกสารราว3,000 ชิ้น ไปโพสต์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ และถูกนำไปอ้างโดยกลุ่มสงสัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่อ้างว่านักวิทยาศาสตร์คบคิดกันขยายเรื่องนี้ให้ใหญ่โตเกินจริง และอ้างด้วยว่ามีหลักฐานว่างานวิจัยบางชิ้นถูกจัดทำขึ้

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:"ข่าวเข้ม ฉับไว เป็นกลาง"

yengo หรือ buzzcity

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สาวใหญ่เครียดเสียพนันหมดตัวโดดตึกตาย

สาวใหญ่เครียดเสียพนันหมดตัวโดดตึกตาย


กรุงเทพฯ 26 พ.ย. - สาวใหญ่วัย 48 ปี เสียพนันจนหมดตัว เครียดกระโดดอพาร์ตเมนต์ 4 ชั้น เสียชีวิต

ตำรวจ สน.วังทองหลาง เข้าตรวจสภาพศพนางติ๋ว ทองดี อายุ 48 ปี

หลังกระโดดจากระเบียงห้อง 412 ชั้น 4 ของอพาร์ตเมนต์ใน ซ.ลาดพร้าว 80 แยก 26 บุตรชายผู้ตาย เล่าว่า มารดามีอาการเครียด หลังเสียพนันหลายหมื่นบาท ก่อนเกิดเหตุสังเกตเห็นมารดาดื่มเหล้ามากกว่าปกติ และกล่าวน้อยใจว่า จะไม่สร้างหนี้สินหรือปัญหาให้ครอบครัวอีกต่อไป ซึ่งขณะนั้นไม่ได้เอะใจ จึงเดินลงมาทิ้งขยะ มารดาได้กระโดดจากระเบียงลงมา

หลังเกิดเหตุมีพลเมืองดีพยายามนำมารดาไปส่งโรงพยาบาล แต่ระหว่างทางมีรถมูลนิธิร่วมกตัญญูผ่านมา จึงนำร่างมารดาลงจากรถ เพื่อปั๊มหัวใจ แต่ไม่ทัน มารดาเสียชีวิตไปแล้ว. - สำนักข่าวไทย

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:"ข่าวเข้ม ฉับไว เป็นกลาง"

yengo หรือ buzzcity

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ชาวบ้านผวาบ้านอาถรรพ์ เอะอะไฟลุกไหม้!

ชาวบ้านผวาบ้านอาถรรพ์ เอะอะไฟลุกไหม้!


เมื่อ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา รับแจ้งจากชาวบ้าน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ว่า เกิดเหตุประหลาดภายในบ้านเลขที่ 167 ตำบลตะแบกบาน อ.ครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านของนางนิด รวมครบุรี อายุ 28 ปี ซึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัว ลูกๆ และหลานสาว รวม 5 ชีวิต ตลอดทั้งเดือน พ.ย.2552 มาจนถึงวันนี้ 6 ธ.ค.2552 เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้สิ่งของที่อยู่ภายในบ้านมาตลอดโดยไม่มีสาเหตุ เหตุการณ์ลึกลับดังกล่าว ชาวบ้านแตกตื่นหวาดผวาไม่กล้าเข้าใกล้ ร่ำลือกันไปต่างๆ นานา

นางนิดเล่าว่า ไฟเริ่มลุกไหม้ วันที่ 2 พ.ย.2552 เวลาประมาณ 08.00 น. กับโทรทัศน์สีในบ้าน ต่อมาในวันที่ 5 พ.ย.2552 เพลิงก็ได้ลุกไหม้ภายในตู้เสื้อผ้าทำให้เสี้อผ้าภายในตู้ถูกไฟเผาเสียหายทั้งหมด โดยไม่ทราบสาเหตุอีกเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เหตุการณ์ไฟลุกไหม้ปริศนายังได้เกิดขึ้นมาอีกเป็นระยะๆ ทั้งที่นอน ผ้าห่ม เสื้อผ้า จนถึงวันนี้ 6 ธ.ค.2552 เหตุเพลิงไหม้ก็ยังคงเกิดขึ้น และไม่เลือกจุดเกิดเหตุ ส่งผลให้ตั้งแต่เกิดเหตุมาจนถึงวันนี้ เสื้อผ้าและที่นอนภายในบ้านหลังดังกล่าวได้ถูกไฟเผาเสียหายและต้องขนไปทิ้งแล้วกว่า 2 คันรถ แต่โชคดีที่ทุกครั้งที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เจ้าของบ้านและเพื่อนบ้านใกล้เคียงจะสังเกตเห็นและช่วยกันดับไฟไว้ได้อย่างทันท่วงที แต่ด.ช.พีรกร ยศพังเทียม หรือน้องทายอายุ 8 ขวบ ถูกไฟไหม้บริเวณหัวเข่า ด.ญ.กัญญารัตน์ ยศพังเทียม หรือน้องปอ อายุ 7 ขวบ ถูกไฟลวกที่แขนซ้าย และด.ช.ภูวนาถ รวมครบุรี หรือน้องกล้วย อายุ 6 ขวบ บาดเจ็บไฟลวกที่บริเวณรอบ ๆ สะดือ ซึ่งอาการบาดเจ็บของเด็กน้อยทั้ง 3 คน เกิดจากการถูกสะเก็ดไฟ

เหตุดังกล่าวสร้างความหวาดผวาให้แก่คนในครอบครัว “รวมครบุรี” และเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุการณ์เพลิงไหม้นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะทุกครั้งไม่ใช่ไฟฟ้าลัดวงจร นางนิดได้นิมนต์พระสงฆ์ ฤาษี หรือแม้กระทั่งหมอผี มาทำพิธีสวดเพื่อปัดรังควาญ แต่เหตุการณ์ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ หมดปัญญาที่จะหาทางแก้ไข และอยากวอนให้ใครสักคนช่วยมาตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ว่าจะเป็นในแง่ของวิทยาศาสตร์หรือในแง่ของไสยศาสตร์เพื่อหาทางป้องกัน ไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำๆ อีก เพราะทุกวันนี้ตนเองและลูกหลานที่อาศัยอยู่ในบ้านแทบจะไม่เป็นอันกินอันนอนอยู่แล้ว

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์รุจิรา อุปวานิช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า หากจะมองในด้านวิทยาศาสตร์ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ได้ต้องมีสิ่งที่เป็นเชื้อไฟ และสิ่งที่จะทำให้เกิดเพลิงอย่างเช่น ไฟฟ้าแสงแดดหรือสิ่งที่ทำให้เกิดความร้อน หรือสารเคมีบางอย่าง นอกจากนี้ สาเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ที่อาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เกิดการสันดาปกับอิเล็กตรอน และเกิดปฏิกิริยาว่องไวต่อแสง จึงจะทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ อย่างเช่นหัวมันเทศ ซึ่งสะสมความร้อน จนทำให้เกิดไฟลุกไหม้ได้ เนื่องจากมันเทศมีคุณสมบัติในการดูดซับความร้อนได้ดีและยิ่งมีปฏิกิริยากับความร้อนภายในอากาศก็จะทำให้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นได้ เพราะฉะนั้นในทางวิทยาศาสตร์สามารถสรุปได้ว่า การเกิดเหตุเพลิงไหม้จะต้องมีวัตถุดิบกับสิ่งที่ทำให้เกิด มารวมกันจึงจะก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ โดยมีออกซิเจนเข้าไปเป็นสื่อ เพราะออกซิเจนจะเป็นตัวช่วยให้เกิดการสันดาป ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ ทั้งนี้หากจะให้แน่ชัดจริงๆจะต้องมีการตรวจพิสูจน์ร่องรอยการเกิดเพลิงไหม้จากสถานที่จริงอีกครั้ง

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

พบบ้านพิลึก ไฟไหม้นับสิบรอบ

พบบ้านพิลึก ไฟไหม้นับสิบรอบ


สุดพิลึกลือบ้านอาถรรพ์ เกิดไฟไหม้ขึ้นเองนับสิบๆครั้งในเวลาแค่เดือนเดียว

เจ้าของเพื่อนบ้านผวาไปตามๆกัน เผยเกิดครั้งแรกกับทีวีสี จากนั้นก็เริ่มมีไฟไหม้ทรัพย์สินต่างๆ ทั้งตู้เสื้อผ้า ที่นอน หมอน มุ้ง กระทั่ง ฝาบ้าน เพื่อนบ้านเคยมาร่วมพิสูจน์แทบช็อก จู่ๆเห็นไฟไหม้ผ้าห่ม และมีบางคนมาเฝ้าดูก็เกิดไฟไหม้ตู้เสื้อผ้า ทั้งๆที่ไม่มีคนอยู่ในบ้าน และล็อกประตูตู้เอาไว้ด้วย แม้จะนิมนต์ พระยันหมอผีมาทำพิธีก็ไม่ได้ผล เผยหน้าบ้านมีต้นไทรใหญ่อายุนับร้อยปี เพื่อนบ้านผวาแทบไม่กล้าแวะเวียนมาเยี่ยม วอนผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์หาสาเหตุลึกลับ

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครราชสีมา ว่าเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงเหตุประหลาดที่เกิดขึ้นกับบ้านเลขที่ 167 ต.ตะแบกบาน อ.ครบุรี

ซึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ทรัพย์สินภายในบ้านนับสิบๆ ครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงเดินทางไปพิสูจน์ เป็นบ้านปูนชั้นเดียว ตั้งอยู่บนที่โล่งห่างออกไปด้านข้างประมาณ 200 เมตรมีสระน้ำ และที่เป็นจุดสนใจและยิ่งสร้างความเชื่อในเรื่องของสิ่งเร้นลับแก่ชาวบ้านมากที่สุดก็คือต้น ไทรขนาดใหญ่อายุกว่า 100 ปีตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าว

นางนิด รวมครบุรี อายุ 28 ปี เจ้าของบ้านซึ่งอาศัยอยู่กับลูกๆ และหลานสาว รวม 5 ชีวิต เปิดเผยว่า เกิดเหตุประหลาดขึ้นในบ้านจริง

โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา ราวๆ 8 โมงเช้าจู่ๆ เกิดไฟไหม้ทีวี ตอนแรก ไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าไฟชอร์ต แต่จากนั้นอีก 3 วันไฟก็ไหม้ภายในตู้เสื้อผ้า โดยไม่ทราบสาเหตุอีกเช่นเดียวกัน เจ้าของบ้านสาวเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอีกว่า จากนั้นก็เกิดเหตุไฟไหม้ทรัพย์สินต่างๆ ทั้งที่นอน ผ้าห่ม เสื้อผ้า ผนังบ้าน หรือแม้แต่รถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ด้านนอก แต่โชคดีที่ทุกครั้งที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ตน และเพื่อนบ้านใกล้เคียงจะสังเกตเห็นและสามารถช่วยกันดับไฟไว้ได้อย่างทันท่วงที หรือแจ้งหน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือ ทำให้ไม่เกิดลุกลามและสร้างความเสียหายมากนัก อย่างไรก็ตามเหตุเพลิงไหม้ปริศนานี้ได้สร้างความหวาดผวาให้แก่คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเป็นอย่างมาก

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ส่งผลให้ ด.ช.พีรกร ยศพังเทียม หรือน้องทาย อายุ 8 ขวบ ได้รับบาดเจ็บถูกไฟไหม้บริเวณหัวเข่า ด.ญ.กัญญารัตน์ ยศพังเทียม หรือน้องปอ อายุ 7 ขวบ ถูกไฟลวกที่แขนซ้าย และด.ช. ภูวนาถ รวมครบุรี หรือน้องกล้วย อายุ 6 ขวบ ได้รับบาดเจ็บไฟลวกที่บริเวณรอบๆ สะดือ ซึ่งอาการบาดเจ็บของเด็กน้อยทั้ง 3 คนเกิดจากการถูกสะเก็ดไฟ โดยเหตุการณ์ไฟลุกไหม้โดยไม่ทราบสาเหตุ" นางนิดเล่า ว่า หลังเกิดไฟไหม้ติดต่อกันหลายครั้งจึงตัด สินใจนิมนต์พระสงฆ์ ฤๅษี หรือแม้กระทั่งหมอผี มาทำพิธีสวดเพื่อปัดรังควาน แต่เหตุการณ์ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ ล่าสุดไฟก็ได้ลุกไหม้ขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ตู้เสื้อผ้า และที่นอนได้รับความเสียหายทั้งหมด

"ตอนนี้จนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว อยากให้ใครสักคนช่วยมาตรวจสอบหาสาเหตุ ที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของวิทยาศาสตร์หรือในแง่ของไสยศาสตร์เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำๆ อีก เพราะทุกวันนี้อาศัยอยู่ในบ้านอย่างหวาดผวา รวมไปถึงเพื่อนบ้านก็พลอยกลัวแทบไม่กล้ามาคบ ค้าสมาคมด้วย" นางนิดกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า

ด้านนางลือเลื่อง สอนศิลป์ อายุ 49 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า เคยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เป็นไฟลุกไหม้ผ้าห่มโดยไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้ด้วยความสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีชาวบ้านบางส่วนท้าทายให้สิ่งที่ทำให้เกิดไฟไหม้บันดาลให้เกิดไฟไหม้ให้ทุกคนเห็น แล้วไฟก็เกิดลุกไหม้จริงๆ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะท้าทาย และยิ่งเพิ่มความเชื่อให้กับชาวบ้านว่าบ้านหลังนี้ถูกสิ่งเร้นลับเล่นงานอยู่

ในส่วนของตำรวจและหน่วยกู้ภัยที่รับแจ้งและเดินทางมาตรวจสอบ ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุเกิดจากอะไร เพราะคนในบ้านยืนยันว่าไม่มีใครเล่นไฟ หรือจุดไฟเพื่อสร้างสถานการณ์ขึ้น

นายเฉียบ เจนประคำ อาสาสมัครตำรวจบ้าน กล่าวว่า เคยได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในบ้านหลังนี้มาหลายสิบครั้งและทุกครั้งที่เข้ามาตรวจสอบก็ยังไม่ทราบสาเหตุ ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จนต้องจัดกำลังมาเฝ้าดูที่บ้านหลังนี้ และก็พบว่าไฟเกิด ลุกไหม้ขึ้นเอง และไม่ได้เกิดจากไฟฟ้าลัด วงจรเพราะระบบไฟฟ้าทุกอย่างยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก และหากจะโทษว่าเด็กหรือใครคนใดคนหนึ่งทำให้เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะที่เคยเห็นกับตาก็คือเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในตู้เสื้อผ้าภายในบ้าน ซึ่งถูกล็อกเอาไว้ และที่สำคัญวันที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ไม่มีคนหรือสัตว์เลี้ยงอยู่ภายในบ้านแม้คนเดียว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รุจิรา อุปวานิช คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนคร ราชสีมา กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า หากจะมองในด้านวิทยาศาสตร์ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ได้ต้องมีสิ่งที่เป็นเชื้อไฟ

และสิ่งที่จะทำให้เกิดเพลิงอย่างเช่น ไฟฟ้า แสงแดด หรือ สิ่งที่ทำให้เกิดความร้อน หรือสารเคมีบางอย่าง นอกจากนี้สาเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ที่อาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เกิดการสันดาป กับอิเล็กตรอน และเกิดปฏิกิริยาว่องไวต่อแสง จึงจะทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ อย่างเช่นหัวมันเทศ ซึ่งสามารถสะสมความร้อน จนทำให้เกิดไฟลุกไหม้ได้

"ในทางวิทยาศาสตร์สามารถสรุปได้ว่า การเกิดเหตุเพลิงไหม้จะต้องมีวัตถุดิบกับสิ่งที่ทำให้เกิด มารวมกันจึงจะก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ โดยมีออกซิเจนเข้าไปเป็นสื่อ เพราะ ออกซิเจนจะเป็นตัวช่วยให้เกิดการสันดาป ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ ทั้งนี้ หากจะให้แน่ชัดจริงๆ จะต้องตรวจพิสูจน์ร่องรอยการเกิดเพลิงไหม้จากสถานที่จริงอีกครั้ง ส่วนความเชื่อทางด้านไสยศาสตร์นั้นก็ควรจะใช้วิจารณ ญาณว่าควรเชื่อหรือไม่" ผู้ช่วยศาสตราจารย์รุจิรากล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เกือบเผาผิดตัว ศพไม่ตรงบัตร

เกือบเผาผิดตัว ศพไม่ตรงบัตร

ลหม่านงานศพ ญาติชายวัย 39 ในจ.อ่างทอง ต้องระงับ การเผาศพลงกลางคัน หลังจากพบว่าศพที่นอนอยู่ในโลงนั้นไม่ใช่ศพญาติของตัวเอง ต้องไล่เช็กหาที่มาที่ไปกันจ้าละหวั่น เพราะกลัวทำผิดกฎหมาย ฐานทำลายศพ

เผยเบื้องหลังความสับสนเกิดจากการที่หน่วยกู้ภัยไปนำศพคนตายซึ่งพบบัตรประชาชนมีชื่อตรงกัน เลยนำศพมาส่งให้ญาติ แต่ปรากฏว่าหน้าไม่เหมือน อีกทั้งมีคนยืนยันว่าตัวจริงยังไม่ตาย แค่ทำบัตรประชาชนหายเท่านั้น ตร.เร่งตรวจสอบแล้ว

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 12 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังวัดช้าง หมู่ 1 ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ภายหลังทราบว่าจะมีการเผา ศพนายประจวบ อรชร อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47 หมู่ 3 ต.ยางซ้าย อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง แต่ปรากฏว่าศพชายที่อยู่ในโลง ไม่ใช่นายประจวบ สร้างความสับสนอลหม่านแก่ชาวบ้านที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก และที่สำคัญญาติไม่สามารถเผาศพชายนิรนามได้ เนื่องจากจะมีความผิดตามกฎหมาย ข้อหาทำลายศพ

เมื่อไปถึงศาลาการเปรียญซึ่งเป็นสถานที่ตั้งศพ พบชาวบ้านประมาณ 50 คน จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

โดยทุกคนเชื่อว่านายประจวบยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเรื่องนี้อาจเกิดความผิดพลาดจากหลักฐาน โดยเฉพาะบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิแห่งหนึ่ง นำศพชายนิรนามรายนี้มาส่งยังภูมิลำเนาจนเกิดความอลหม่านขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากการตรวจสอบหลักฐานการเสียชีวิต ทราบว่าเมื่อวันที่ 24 ต.ค. มีผู้พบศพชายไทย บริเวณศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา แพทย์ลงความเห็นว่าหัวใจล้มเหลว ตรวจค้นในตัวพบบัตรประชาชนระบุชื่อนายประจวบ อรชร มีภูมิลำเนาตามเลขที่ดังกล่าว ร.ต.ท.บุญสฤษดิ์ ช่วยชู พงส.(สบ.1) สภ.ฉะเชิงเทรา จึงมีหนังสือแจ้งให้ญาติติดต่อทำใบมรณบัตร และต่อมาวันที่ 11 ธ.ค. เจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ ภัยแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา นำศพดังกล่าวมาส่งให้ญาติตามที่อยู่ในบัตรประชา ชนใน จ.อ่างทอง แต่ญาตินึกเอะใจ เนื่อง จากเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา มีญาติในกรุงเทพฯ โทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบว่านายประจวบ เดินทางไปหา ที่สำคัญ มีหลักฐานยืนยันว่านายประจวบได้แจ้งบัตรประชาชนหาย และทำบัตรใหม่ที่สำนักงานเขตบางเขน กรุง เทพฯ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงมีความเป็นไปได้ว่าศพชายนิรนามดังกล่าว อาจเก็บบัตรประชาชนของนายประจวบที่ทำตกไว้ก็ได้

นายวิจิต เอี่ยมสำอาง อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ม่วงเตี้ย อ.วิเศษชัยชาญ พ่อเลี้ยงของนายประจวบ กล่าวว่า เก็บนายประจวบซึ่งเป็นเด็กกำพร้ามาเลี้ยงตั้งแต่อายุ 10 ขวบ พอโตขึ้นได้เดินทางไปทำงานต่างจังหวัด นานๆ จะกลับมาสักครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้กลับมาแล้วถูกรถเฉี่ยวชนจนขาหัก และเป็นเวลาหลายปียังไม่เดินทางมา

"สำหรับศพที่อยู่ในโลง เชื่อว่าไม่ใช่นายประจวบ เพราะรูปพรรณสัณฐาน ใบหน้า ไม่เหมือน จึงระงับการเผาไว้ก่อน เนื่องจากผิดกฎหมาย และคงต้องตรวจพิสูจน์ว่าศพ ดังกล่าวเป็นใคร ซึ่งจะประสานข้อมูลกับตำรวจสภ.ฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด พร้อมตามหานายประจวบมายืนยันให้หายสงสัย" นายวิจิต กล่าว

พ.ต.อ.ธนศักดิ์ ปานแย้ม ผกก.สภ.วิเศษชัยชาญ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวคงต้องตรวจสอบข้อมูลหลักฐานให้ชัดเจนหากเจ้าหน้า ที่จะไประงับการเผาศพ คงทำไม่ได้ เพราะไม่มีพยานหลักฐานยืนยัน แต่โชคดีที่ชาวบ้านระงับกันเอง ทั้งนี้ หากเผาผิดตัวจะมีความผิดตามกฎหมาย ประกอบกับไม่มีใบมรณบัตร อย่างไรก็ตาม ได้ให้เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพหาข้อมูลหลักฐานในเบื้องต้นแล้ว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตะลึงพบเข็มเย็บผ้า50เล่มในตัวเด็กบราซิล

ตะลึงพบเข็มเย็บผ้า50เล่มในตัวเด็กบราซิล


คมชัดลึก :บราซิลเจอเข็มเย็บผ้า 50 เล่มทั่วตัวเด็กชายวัย 2 ขวบ สงสัยพ่อเลี้ยงทำมนต์ดำ

(17ธ.ค.) เว๊ปไซต์หนังสือพิมพ์ โอ โกลบอล รายงานเมื่อวันพุธตามเวลาท้องถิ่นว่า ตำรวจบราซิลได้จับกุมตัวนายโรแบร์โต คาร์ลอส มากาลฮาเอส

เป็นผู้ต้องสงสัยในข้อหาพยายามฆ่า หลังจากแพทย์ตรวจพบเข็มเย็บผ้า 50 เล่ม ซึ่งบางเล่มยาวถึง 2 นิ้ว เสียบอยู่ทั่วร่างกายของลูกเลี้ยงวัย 2 ขวบของเขา และคาดว่าอาจเป็นฝีมือของนายมากาลฮาเอส และเป็นส่วนหนึ่งของการทำพิธีไสยศาสตร์ เขาปฏิเสธที่จะให้การใดใด แต่ถูกจับหลังจากเขาหายตัวไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ในช่วงที่ตำรวจกำลังสอบปากคำญาติๆของเด็ก

เด็กชายยังอยู่ห้องไอซียูของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เมืองบาร์ไรราส ในรัฐบาเฮีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

หลังเข้ารักษาตัวเมื่อวันอาทิตย์เพราะอาเจียนและบ่นว่าปวดท้อง ซึ่งโฆษกหญิงของโรงพยาบาลกล่าวว่า เขามีอาการสาหัสแต่ยังทรงตัว เข็มเล่มหนึ่งเจาะทะลุปอด ร่างกายของเขาอ่อนแอ และแพทย์กำลังให้น้ำเกลืออยู่ มีข่าวด้วยว่าเด็กชายมีสติและร้องไห้ทุกครั้งที่มีผู้ถามว่าใครเป็นคนจิ้มเขาด้วยเข็ม

โฆษกหญิงผู้นี้กล่าวด้วยว่า คณะแพทย์แน่ใจว่าเขาไม่ได้กลืนเข็มเข้าไป และผลเอ็กซเรย์พบว่ามีเข็๋มสอดอยู่ทั่วร่างกายของเด็กมานานพักหนึ่งแล้ว

รวมทั้งที่ลำคอ หน้าอกและขาทั้งสองข้าง แต่ไม่มีแผลหรือร่องรอยให้เห็นจากภายนอก และแพทย์กำลังประเมินสภาพร่างกายของเด็กชายเพื่อพิจารณาที่จะผ่าตัดเอาเข็มออกใก้มากที่สุด แต่อาจเป็นอันตรายกว่าทิ้งไว้ตามเดิม เพราะบางเล่มอยู่ใกล้อวัยวะสำคัญๆของร่างกาย และบางเล่มก็เสียบคาอยู่ในอวัยวะ

นางมาเรีย ซูซ่า ซานโตส มารดาวัย 38 ปีผู้พาเด็กชายไปโรงพยาบาลหลังจาเขาบ่นว่าเจ็บ

ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่าเธอเชื่อว่าบุตรชายตกเป็นเหยื่อของพิธีไสยศาสตร์ เพราะเธอพบขวดเหล้ารัม"คาชาค่า"ที่ทำจากอ้อย และวัตถุอื่นๆที่เกี่ยวข้องในบ้านที่เธออาศัยอยู่กับลูกๆ 6 คน และมารดาของเธอ กับมากาลฮาเอสซึ่งเป็นสามีของเธอมา 6 เดือนแล้ว เธอทำงานเป็นสาวใช้ส่วนสามีใหม่ชาวประมงและลูกจ้างใช้แรงงาน ข่าวบางกระแสระบุด้วยว่า นายเกสซิวัลโด อัลเวส บิดาแท้ๆของเด็ก ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่าลูกชายอาจเป็นเหยื่อมนต์ดำ เพราะเขาเคยไปเยี่ยมที่บ้านและพบอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบพิธีมนต์ดำหลายอย่าง

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

yengo หรือ buzzcity

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ฮือฮา ลือ"ยานปิรามิด"บินเหนือกรุงเครมลิน

ฮือฮา ลือ"ยานปิรามิด"บินเหนือกรุงเครมลิน


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุฮือฮา

เมื่อชาวรัสเซียสามารถบันทึกภาพคลิปวัตถุประหลาดเหมือนปิรามิดขนาดใหญ่อยู่เหนือท้องฟ้ากรุงเครมลิน ประเทศรัสเซีย โดยผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่า วัตถุดังกล่าวคล้ายยาน"ดาร์ธ เวเดอร์"ในภาพยนตร์เรื่อง"สตาร์ วอรส์ โดยภาพดังกล่าวถูกถ่ายโดยผู้ขับรถยนต์รายหนึ่ง และกลายเป็นรายงานข่าวในประเทศ

รายงานระบุว่า ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ทำงานให้แก่กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ประจำภารกิจด้านศึกษาวัตถุลึกลับนอกพิภพ

บอกว่า ภาพดังกล่าวถือเป็นคลิปวีดีโอยูเอฟโอที่น่าทึ่งที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น ส่วนผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ บอกว่า วัตถุดังกล่าวเหมือนบอลลูน ขณะที่โฆษกของนิตยสาร"เจน"ซึ่งเป็นนิตยสารด้านอาวุธสงครามชื่อดัง ปฎิเสธที่จะแสดงความเห็นใด ๆ

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

yengo หรือ buzzcity

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เด็กแซมบ้าเหยื่อคุณไสยอาการดีขึ้น

เด็กแซมบ้าเหยื่อคุณไสยอาการดีขึ้น


สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองซัลวาดอร์ รัฐบาเยีย ประเทศบราซิลว่า เด็กชายชาวบราซิลวัย 2 ขวบ ซึ่งถูกคุณไสยจากฝีมือของอดีตพ่อเลี้ยง

โดยใช้พิธีทางไสยศาสตร์ ฝังเข็ม 31 เล่มเข้าไปในร่างของเด็กชายจนกลายเป็นข่าวดังเผยแพร่ไปทั่วโลกนั้นขณะนี้อาการของเด็กชายเริ่มดีขึ้นแล้วหลังเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลอนา เนอร์รี่ เมืองซัลวาดอร์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ซึ่งแพทย์สามารถผ่าตัดดึงเอาเข็ม 4 เล่มออกมาจากบริเวณใกล้กับหัวใจและปอด โดยแพทย์ระบุว่าอาการของเด็กชายดีขึ้นแล้ว

สามารถหายใจได้ด้วยตัวเองและไม่มีอาการแทรกซ้อนแต่อย่างใด ส่วนอดีตพ่อเลี้ยงของเด็กชาย ก็ให้การรับสารภาพกับตำรวจว่าว่า เป็นผู้ฝังเข็มลงไปในร่างของเด็กชาย ตามพิธีกรรมทางไสยศาสตร์หรือมนต์ดำ ทั้งนี้ก็เพื่อแก้แค้นแม่ของเด็กชาย ซึ่งเป็นอดีตภรรยาของเขาที่เลิกรากันไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

yengo หรือ buzzcity

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สาวฉกเพชรห้างดังไม่รอด กล้องวงจรปิดมัดตัว

สาวฉกเพชรห้างดังไม่รอด กล้องวงจรปิดมัดตัว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน สอบปากคำ น.ส.จินดา บัวศรี ชาว จ.นครราชสีมา หลังก่อเหตุฉกเพชรน้ำหนัก 3 กะรัต และ 2 กะรัต รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท จากร้านเพชรในห้างสรรพสินค้าย่านราชดำริ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้

ทั้งนี้ น.สงจินดา ผู้ต้องหาสารภาพว่า ก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยทำทีเข้าไปขอดูเพชรเพื่อซื้อแหวนแต่งงานให้น้องชายหลายครั้ง และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้เข้าไปขอดูเพชรอีกครั้ง โดยมีการเตรียมซื้อเพชรปลอมไปด้วย อาศัยจังหวะที่เจ้าของร้านเผลอ สลับเพชรปลอมแทนที่ แล้วเดินหนีออกไปจากร้าน และนำเพชรไปจำนำที่โรงรับจำนำย่านลำลูกกา ได้เงิน 900,000 บาท และจากการสอบประวัติพบเคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง เบื้องต้นแจ้งดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

yengo หรือ buzzcity

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ศพเด็กอายุเดือนเศษตาย 2 ปี ไม่เน่าเปื่อย-ผมยาวตามปกติ‏

ศพเด็กอายุเดือนเศษตาย 2 ปี ไม่เน่าเปื่อย-ผมยาวตามปกติ‏


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมนึก ดีประสิทธิ์ พร้อมด้วยนางอาเช่ ดีประสิทธิ์ สองสามีภรรยา เดินทางมาพบกับพระครูจำนง รวิวรรโณ เจ้าอาวาสวัดกลางคลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เนื่องจากนางสมทรง มาทรัพย์ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 ม.9 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ได้แจ้งว่า มีมาเด็กเข้าฝันลูกสาวของตนเองคือนางชลธิชา เย็นสินธุ์ หลังจากที่ไปเดินเล่นหลังวัดซึ่งมีฮวงจุ้ยเก็บศพเด็กไว้ ทำให้มีอาการเหมือนเด็กมาดูดน้ำนมของลูกสาวที่เพิ่งคลองบุตรมาได้ประมาณ 2 อาทิตย์ จนเกิดอาการเจ็บที่หน้าอกและมีน้ำนมไหลออกมา จึงไปแจ้งเจ้าอาวาสและให้เจ้าหน้าที่ของวัดไปเปิดฮวงจุ้ยเด็กดูก็พบว่าเด็กไม่เน่าเปื่อย

พระครูจำนงค์ รวิวรรโณ ได้เปิดเผยว่า เมื่อทราบข่าวตรงนี้ก็ได้โทรศัพท์แจ้งนายสมนึกและนางอาเช่ ดีประสิทธิ์ ซึ่งทำงานรับเหมาก่อสร้างที่จังหวัดสระบุรี จนกระทั่งมาดูศพลูกชายคือเด็กชายธนเดช หรือน้องเซเว่น ดีประสิทธิ์ ซึ่งเสียชีวิต 12 ส.ค.50 ปรากฏว่าสภาพศพไม่เน่าเปื่อยมีผมยาว ใบหน้าปกติดวงตาลืมเป็นปกติ

ชาวบ้านที่ทราบข่าวได้พากันมาดูกันอย่างต่อเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องอภินิหาร จนกระทั่งนายสมนึก ดีประสิทธิ์ บิดาของน้องเซเว่น เกรงว่าลูกจะหายจึงได้เข้าปรึกษากับพระสมุห์จำนงค์ เจ้าอาวาสวักคลองสาม ให้ช่วยดูแล และจะนำใส่โลงแก้วไว้เพื่อทางวัดดำเนินการดูแล

นายสมนึก ดีประสิทธิ์ เปิดเผยว่าสาเหตุที่ลูกชายเสียชีวิต เนื่องจากป่วยเป็นฝีที่ก้น จึงพาไปรักษาที่โรงพยาบาลปทุมเวช หมอได้ให้ยามารับประทานและเด็กได้เสียชีวิตตามที่เคยเป็นข่าวไปแล้วนั้น จนเป็นคดีความกัน ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และอยู่ระหว่าการไกล่เกลี่ยกับทางโรงพยาบาล จึงไม่สามารถที่จะเผาศพลูกชายได้ และเก็บศพไว้นานจนถึงขณะนี้กลับมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดลูกชายเกิดอภินิหารขึ้นมาโดยศพไม่เน่าเปื่อยทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในระแวกไกล้เคียงและต่างจังหวัดได้เดินทางมาขอชมศพลูกชายว่าไม่เน่าเปื่อยจริงหรือไม่ พร้อมทั้งขอโชคลาภ ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

yengo หรือ buzzcity

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

พ่อแม่ตะลึงศพลูกน้อยไม่เน่า-ตายกว่า2ปี

พ่อแม่ตะลึงศพลูกน้อยไม่เน่า-ตายกว่า 2 ปี


ฮือฮาศพทารกไม่เน่า ทั้งที่เสียชีวิตมาแล้วกว่า 2 ปี พ่อแม่รู้ข่าว รีบรุดพบเจ้าอาวาส ปรึกษากันจะนำใส่โลงแก้ว

ขณะที่ชาวบ้านร้านถิ่นแห่มาขอโชคลาภตามสูตร พ่อเผยยังเก็บศพไว้ที่วัดไม่เผา เนื่องจากมีคดีความเกี่ยวกับร.พ. เรื่องรักษาลูกน้อย "น้องเซเว่น" แล้วเกิดเสียชีวิตกะทันหัน เรื่องแดงเพราะมีแม่ค้าขายน้ำหน้าวัด ไปเปิดโกดังเก็บศพเจอว่าศพยังอยู่ในสภาพปกติดีทุกอย่าง

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. นายสมนึก ดีประสิทธิ์ พร้อมด้วยนางอาเช่ ดีประสิทธิ์ สองสามีภรรยา

31/1918 หมู่บ้านพฤกษา 12 หมู่ 4 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อาชีพรับเหมาก่อสร้างอยู่ที่จ.สระบุรี เดินทางเข้าพบกับพระสมุห์จำนง รวิวัณโณ เจ้าอาวาสวัดกลางคลองสาม อ.คลองหลวง หลังจากได้รับข่าวจากพระสมุห์จำนงว่า ศพลูกชายของตน ด.ช.ธนเดช ดี ประสิทธิ์ หรือน้องเซเว่น ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่อายุได้แค่ 2 เดือน เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2550 สร้างความประหลาดใจเมื่อกลายเป็นศพไม่เน่า ยังอยู่ในโกดังเก็บศพของวัดกลางคลองสาม

เมื่อนายสมนึกกับนางอาเช่มาตรวจดูศพลูก ชาย ก็พบว่าไม่เน่าเปื่อยจริง ตามที่พระสมุห์จำนงบอก ลักษณะมีผมยาว ใบหน้ายังเป็นปกติ ดวงตายังลืมอยู่

หลังข่าวดังกล่าวสะพัดไปในหมู่ชาวบ้านรอบๆ วัด ก็มีคนแห่มาชมอภินิหารศพเด็กไม่เน่ากันอย่างคึกคัก นายสมนึกจึงปรึกษากับพระสมุห์จำนงให้ช่วยดูแลศพลูกชายตัวเอง และจะนำโลงแก้วมาให้ เพื่อให้ทางวัดดูแลได้สะดวก

นายสมนึก เปิดเผยว่า สาเหตุที่ลูกชายเสียชีวิต เนื่องจากป่วยเป็นฝีที่ก้น จึงพาไปรักษาที่โรงพยาบาลปทุมเวช หมอได้ให้ยามารับประทาน แล้วเด็กก็เสียชีวิตลง
จนเป็นข่าวร้องเรียนในหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวสดมาก่อน ยังเป็นคดีความกันอยู่จนถึงบัดนี้ โดยตนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย อยู่ระหว่างการไกล่เกลี่ยกับทางโรงพยาบาล จึงไม่สามารถที่จะเผาศพลูกชายได้ และเก็บศพไว้นานมาจนทุกวันนี้ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ ไม่คาดคิด ศพลูกชายแสดงปาฏิหาริย์ไม่เน่าเปื่อย ทำให้ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงและต่างจังหวัด เดินทางมาขอดูให้เห็นกับตาว่าศพไม่เน่าเปื่อยจริงหรือไม่ พร้อมทั้งขอโชคลาภ ตน เองก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนที่พบว่าน้องเซเว่น กลายเป็นศพไม่เน่า คือนางสมทรง มาทรัพย์ อายุ 49 ปี

อยู่บ้านเลขที่ 11 ม.9 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี แม่ค้าขายน้ำหน้าวัดกลางคลองสาม ให้รายละเอียดว่า ลูกสาวของนางสมทรง ชื่อนางชลธิชา เย็นสินธุ์ ไปเดินเล่นหลังวัด ซึ่งมีโกดังเก็บศพเด็ก จากนั้นก็มีเด็กมาเข้าฝันนางชลธิชา แล้วมีความรู้สึกเหมือน มีเด็กมาดูดน้ำนม จนนางชลธิชาที่เพิ่งคลอดบุตรได้ประมาณ 2 อาทิตย์ มีอาการเจ็บที่หน้า อก และมีน้ำนมไหลออกมา จึงไปแจ้งเจ้าอาวาส ให้ทราบ จากนั้นให้เจ้าหน้าที่ของวัดไปเปิดโกดัง เก็บศพดู ก็พบว่ามีศพเด็กไม่เน่าเปื่อยถูกเก็บไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ไม่นาน ธงชัย ประสงค์สันติ นักร้องคนดัง มาถ่ายรายการของบริษัท เวิร์คพอยท์ ที่วัดแห่งนี้ ก็ได้มาปรึกษานางสมทรง จะซื้อนมไปเซ่นไหว้อะไรบางอย่าง เพราะรู้สึกว่าระหว่างทำงาน เหมือนมีเด็กมาคอยกวน แต่นางสมทรงไม่มีนมขาย ธงชัยจึงซื้อน้ำแดงไปแทน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปส.จับไกด์ทัวร์รับจ้างขนยาไอซ์ 12 ก.ก. เข้ากรุง

ปส.จับไกด์ทัวร์รับจ้างขนยาไอซ์ 12 ก.ก. เข้ากรุง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 8 ม.ค. พล.ต.ต.หาญพล นิตย์วิบูลย์ รอง ผบช.ปส. แถลงจับกุมนายจะสอ แซ่หวั่ง อายุ 36 ปี บ้านเลขที่ 36 หมู่ 6 ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย พร้อมของกลางยาไอซ์น้ำหนักรวม 11.9 ก.ก. มูลค่า 24 ล้านบาท รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ภษ 6746 กทม. บัตรสมาชิกชมรมอาสาสมัครพิทักษ์ นักท่องเที่ยว 1 ใบ บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ไกด์นำเที่ยว 1 ใบ โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง พร้อมบัตรเอทีเอ็ม อีก 2 ใบ

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายจะสอซึ่งมีอาชีพเป็นไกด์ทัวร์ให้บริการนักท่องเที่ยวชาวจีน มีพฤติกรรมลักลอบขนส่งยาเสพติดให้กลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ในภาคเหนือ โดยลำเลียงมาส่งให้กับลูกค้าในกทม. ย่านเยาวราช และห้วยขวาง เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายจะสอ จะนำยาเสพติดไปส่งให้ลูกค้า จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 85/6-7 ถ.อรุณอัมรินทร์ จากการตรวจค้นภายในรถยนต์ พบยาไอซ์ดังกล่าวบรรจุอยู่ภายในกล่องเก็บประจุไฟฟ้าสำหรับเครื่องเสียงรถยนต์ จำนวน 10 แท่ง ซุกซ่อนอยู่ที่ช่องเก็บสัมภาระด้านหลังรถยนต์

สอบสวนนายจะสอให้การรับสารภาพว่า รับจ้างขนยาไอซ์จากเครือข่ายรายใหญ่ในแถบพื้นที่ภาคเหนือมาส่งให้ลูกค้าในกรุงเทพฯ โดยทำมาแล้ว 3 ครั้ง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา มียาไอซ์ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนสอบสวนขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ติดตามยึดทรัพย์ รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส ทะเบียนป้ายแดง ซึ่งเป็นของนายจะสอ ได้เพิ่มอีก 1 คัน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

จี้เซเว่นย่านปทุมฯ กวาดเงินสดกว่า3หมื่น

จี้เซเว่นย่านปทุมฯ กวาดเงินสดกว่า3หมื่น

คนร้ายจี้ร้านเซเว่นย่านลาดหลุมแก้ว กว่า10นาที กวาดเงินสดไปกว่าสามหมื่นบาท คาดฝีมือพนักงานถูกไล่ออก

วันนี้(12 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 04.30 น.วันนี้ พ.ต.ท.พงษ์อนันต์ รักษาชาติ สวส. สภ.คูบางหลวง จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายจี้ร้านเซเว่น สาขา 1953 ภายในปั้ม ปตท. บริษัทซีพีออลล์ จำกัด มหาชน ถนนปทุมธานี ลาดหลุมแก้ว ม.11 ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี จึงพร้อม พ.ต.ท.ไกลเขต บุรีรักษ์ สวญ. รีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบนายสกรรณ ดำดี อายุ 28 ปี พนักงานเก็บเงินยืนหน้าตาตื่นรอให้การจับเจ้าหน้าที่ ให้การว่า ขณะที่เกิดเหตุภายในร้านมีพนักงานทั้งหมด 4 คน เป็นชายสองหญิงสองโดยอยู่หน้าร้านสองคนมีตนและนางสาวพรรผกา ดาทอง กำลังเรียงของภายในร้านส่วนอีกสองคนกำลังเรียงของที่หลังร้าน ได้มีคนร้ายจำนวน 2 คน สวมใส่เสื้อแขนยาวสีดำใช้เสื้อโผกหัวปิดหน้าและชายอีกคนสวมใส่เสื้อยืดสีขาวใช้เสื้อโผกหัวปิดหน้าเข้ามาซื้อหลอดไฟ ก่อนจะเดินเข้ามายังหลังเคาท์เตอร์ที่จ่ายเงิน ซึ่งตนได้บอกให้ออกไปด้านนอก

นายสกรรณ กล่าวต่อว่า จากนั้นคนร้ายได้ชักมีดสป้าต้ายาวประมาณ 30 ซ.ม. จากเสื้อด้านหลัง จี้ให้ตนอยู่เฉยๆ ก่อนสองคนร้ายทำการเปิดลิ้นชัก กวาดเงินสดที่มีประมาณเกือบหมื่นบาท ส่วนคนร้ายอีกคนได้ใช้อุปกรณ์ไม้ไผ่ที่เตรียมมาแหย่ที่ตู้เก็บเงินของร้าน เหมือนคนร้ายจะรู้ที่เก็บเงินของร้านเซเว่น ได้เงินไปประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท ก่อนจะพากันวิ่งไปขึ้นรถ จยย. ที่จอดไว้ริมถนนนอกปั๊ม ขับมุ่งหน้าไปตามเส้นทางอำเภอลาดหลุมแก้ว

ด้าน พ.ต.ท.พงษ์อนันต์ ได้สอบถามนายสกรรณ ว่าในร้านแห่งนี้มีการไล่พนักงานออกไปหรือไม่นายสกรรณ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ไล่พนักงานชายคนหนึ่งออกไป สาเหตุลักเงินสดไปใช้ เ จ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายน่าจะรู้วิธีการใช้ไม้แหย่เงินออกจากตู้เก็บซึ่งหลังจากดูภาพวงจรปิดแล้วคนร้ายใช้เวลาลงมือในการชิงทรัพย์ครั้งนี้กว่า 10 นาที ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นช่วงที่ไม่มีลูกค้าเข้ามาในร้านเลย จึงเป็นโอกาสของคนร้ายในการจี้ครั้งนี้ แต่ก็จะตรวจสอบพนักงานที่ออกไปว่ามีส่วนรู้เห็นในการจี้ครั้งนี้หรือไม่ และจะติดตามมาสอบสวนต่อไป.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

yengo หรือ buzzcity

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สลดเฒ่า66แข่งกินผัดไทย-ติดคอตาย

สลดเฒ่า66แข่งกินผัดไทย-ติดคอตาย


แค่จาน2 หงายตึง กลางเวที งานอบจ.

เฒ่าเมืองเพชรวัย 66 ปี ร่วมวงแข่งกิน"ผัดไทย" ในงานอบจ.สัญจร ฟาดหมดไปจานแรก ขณะกำลังขึ้นจานที่สองเกิดเป็นลมล้มหมดสติ ต้องช่วยกันหามลงจากเวทีส่งโรงพยาบาล แต่ช้าไป หมอช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน ระบุสาเหตุตายเพราะขาดอากาศหายใจ ตรวจพบเส้นผัดไทยติดอยู่ในคอ เมียเผยตอนแรกผัวบอกจะไปรับของแจกในงาน ไม่คิดว่าจะไปแข่งกินผัดไทยจนเสียชีวิต เพราะปกติเป็นคนมีสุขภาพแข็งแรง ยันไม่คิดเอาเรื่องกับใครเพราะถือเป็นอุบัติเหตุ

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานเหตุการณ์ชายอายุ 66 ปี แข่งกินผัดไทยติดคอตายว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 15 ม.ค. พ.ต.ท.ยุทธศักดิ์ ลาภหลาย สารวัตรเวร สภ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี รับแจ้งมีผู้แข่งขันกินผัดไทยติดคอและล้มหมดสติ บริเวณสวนสุขภาพริมคลองสาย 3 เขตเทศบาลตำบลท่ายาง อ.ท่ายาง จนต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่า ที่สวนสุขภาพดังกล่าวมีการจัดงานเวที อบจ.สัญจร ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพชรบุรี ส่วนผู้ที่กินผัดไทยจนหมดสติทราบชื่อคือนายหิ่ง หลายชั้น อายุ 66 ปี อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ 4 ต.ยางหย่อง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี มีอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลท่ายางไปก่อนหน้านี้แล้ว เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปยังโรงพยาบาล ตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทราบว่านายหิ่งเสียชีวิตแล้ว ด้วยสาเหตุขาดอากาศหายใจ โดยแพทย์ผู้รักษาได้ช่วยกันนำเอาเส้นผัดไทยออกจากลำคอนายหิ่งจำนวนมาก แต่ไม่ทันกาล

จากการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า ระหว่างที่นายหิ่งกำลังแข่งขันกินผัดไทยอยู่บนเวที จนหมดไปจานแรกและขณะกำลังกินจานที่ 2 ปรากฏว่านายหิ่งเกิดอาการหายใจไม่ออก เนื่องจากเส้นก๋วยเตี๋ยวติดคอ ก่อนจะล้มลงหมดสติ ทางเจ้าหน้าที่ผู้จัดงานจึงช่วยกันนำตัวนายหิ่ง ลงจากเวทีส่งโรงพยาบาลท่ายาง แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทัน เนื่องจากเส้นผัดไทยติดอยู่ในลำคอ ทำให้ขาดอากาศหายใจถึงขั้นเสียชีวิต

นางอุไรวรรณ เอี่ยมละออง อายุ 61 ปี ภรรยานายหิ่ง กล่าวว่า ปกติสามีมีสภาพร่างกายแข็งแรง ก่อนเกิดเหตุสามีบอกกับทางบ้านว่า จะออกไปรับของแจกในงานเวที อบจ.สัญจร แต่ตนเองไม่คิดว่านายหิ่งจะไปร่วมแข่งขันกินผัดไทยจนกระทั่งเสียชีวิต อย่างไรก็ตามการเสียชีวิตของสามีครั้งนี้ตนและญาติพี่น้องไม่ติดใจเอาความกับผู้ใดทั้งสิ้น เพราะถือเป็นอุบัติเหตุ โดยจะนำศพสามีไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่วัดท่าโล้ ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้านต่อไป

ด้านนางพเยาว์ หลายชั้น อายุ 40 ปี บุตรสาวผู้ตาย เผยว่า ปกติพ่อจะไม่ชอบรับประทานเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่ไม่รู้ทำไมถึงไปแข่งกินผัดไทย ทราบจากเพื่อนบ้านว่าพ่อกำลังจะชนะ แต่ก็มาเกิดเหตุไม่คาดคิดเสียก่อน คงเคี้ยวไม่ละเอียดและพยายามรีบกลืน ทำให้เส้นก๋วยเตี๋ยวติดคอ กลืนไม่ลงและขาดอากาศหายใจ ขอให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ให้ระมัดระวังให้มากกว่านี้ในการจัดแข่งขันลักษณะดังกล่าว สำหรับศพพ่อจะตั้งสวดที่วัดธรรมาราม (ท่าโล้) ต.ยางหย่อง อ.ท่ายาง และจะฌาปนกิจศพในวัน 20 ม.ค.

ขอขอบคุณเนื้อข่าวคุณภาพดีโดย : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

yengo หรือ buzzcity